ตุ่มน้ำมือเท้าปากตามปกติ ปะทะ แผลพุพองน้ำเหลืองไหล (Impetigo)
ในช่วงฤดูกาลที่โรคมือเท้าปากระบาด คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเริ่มเบาใจเมื่อไข้ของลูกน้อยเริ่มลดลงและตุ่มน้ำตามมือเท้าเริ่มนิ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความกังวลระลอกใหม่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อสังเกตเห็นว่า ตุ่มน้ำเหล่านั้นแทนที่จะแห้งและตกสะเก็ดกลับกลายเป็นแผลพุพอง มีน้ำเหลืองไหลแฉะ และอักเสบแดงเป็นวงกว้าง อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ ผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็กอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการเกาแกะแผล
การแยกแยะความแตกต่างระหว่างรอยโรคดั้งเดิมจากเชื้อไวรัสกับการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวทางการรักษา ดังนี้
- ตุ่มน้ำจากเชื้อไวรัสปกติ (โรคมือเท้าปาก): มักมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก รูปไข่หรือวงรี รายล้อมด้วยขอบแดงบางๆ มักขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ข้อศอก เข่า และก้น ตุ่มเหล่านี้มักไม่ค่อยมีอาการคัน แต่อาจมีอาการเจ็บเมื่อกดเบาๆ และจะค่อยๆ ฝ่อแห้งกลายเป็นสะเก็ดสีคล้ำไปเองภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีน้ำหนองขุ่นข้น
- แผลพุพองจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน (Impetigo): เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังที่มีรอยโรคเดิมถูกเกาจนเกิดแผลเปิด ทำให้แบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนัง (เช่น Staphylococcus aureus หรือ Streptococcus pyogenes) เข้าสู่แผล ตุ่มน้ำจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขุ่นข้นคล้ายหนอง ผนังตุ่มน้ำแตกง่าย กลายเป็นแผลแฉะที่มีน้ำเหลืองซึมตลอดเวลา และเมื่อน้ำเหลืองนั้นแห้ง จะกลายเป็นสะเก็ดหนาสีเหลืองเข้มคล้ายน้ำผึ้งเกาะแน่น ร่วมกับผิวหนังรอบแผลที่มีอาการบวมแดงและร้อนอย่างชัดเจน
สัญญาณเตือนอันตราย: ไข้กลับ และอาการปวดเฉพาะที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
โดยธรรมชาติของโรคมือเท้าปาก อาการไข้สูงมักจะเกิดขึ้นเพียง 2-3 วันแรก และจะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติพร้อมกับอาการโดยรวมของเด็กที่เริ่มร่าเริงและรับประทานอาหารได้มากขึ้น ทว่าหากกระบวนการหายของโรคถูกขัดจังหวะด้วยเชื้อแบคทีเรีย ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อาการไข้กลับ (Recurrent Fever)
หากเด็กที่ไข้ลดลงไปแล้วอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง กลับมามีไข้สูงเฉียบพลันอีกครั้ง ร่วมกับอาการงอแง เซื่องซึม หรือไม่ยอมรับประทานอาหาร อาการนี้มักไม่ได้เกิดจากไวรัสตัวเดิม แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียที่กำลังลุกลามเข้าสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกขึ้นหรือกระแสเลือด
อาการเจ็บปวดเฉพาะที่ที่เพิ่มขึ้น
ตุ่มน้ำมือเท้าปากทั่วไปอาจทำให้เด็กรู้สึกรำคาญหรือเจ็บตึงบ้างเล็กน้อย แต่หากเกิดภาวะ ผิวหนังอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แผลบริเวณนั้นจะมีอาการปวดระบมอย่างรุนแรง เด็กอาจร้องไห้จ้าเมื่อมีการสัมผัสแผลเพียงเบาๆ หรือปฏิเสธการเดินเนื่องจากเจ็บแผลที่ฝ่าเท้าและข้อเท้าอย่างมาก หากสังเกตเห็นผิวหนังรอบแผลแดงเป็นปื้นกว้างและขยายขนาดอย่างรวดเร็ว ควรรีบพากุมารแพทย์เพื่อประเมินอาการทันทีเนื่องจากอาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะอย่างเร่งด่วน
แนวทางปฏิบัติเพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อลุกลาม
เมื่อพบว่าตุ่มน้ำเริ่มมีลักษณะของการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การจัดการอย่างถูกวิธีจะช่วยจำกัดวงไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย หรือแพร่ไปสู่สมาชิกคนอื่นในครอบครัว
- รักษาความสะอาดของมือและตัดเล็บให้สั้น: นิ้วมือและเล็บของเด็กเล็กคือแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรียที่ดีที่สุด การตัดเล็บให้สั้นและตะไบให้มนจะช่วยลดแรงเกาที่อาจทำให้ผิวหนังฉีกขาดเพิ่มขึ้น และช่วยลดโอกาสที่เล็บจะพาเชื้อโรคจากแผลเดิมไปแพร่กระจายยังผิวหนังส่วนที่ดี
- ทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธี: ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาดอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการบีบ บ่ง หรือเจาะตุ่มน้ำด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด เพราะจะยิ่งเปิดช่องทางให้แบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก
- งดการใช้แป้งฝุ่นหรือสมุนไพรพอกแผล: ความเชื่อโบราณในการใช้แป้งเย็น แป้งฝุ่น หรือยาสมุนไพรพื้นบ้านพอกลงบนแผลพุพองเพื่อหวังให้แผลแห้งเร็ว จะส่งผลเสียเนื่องจากผงแป้งจะจับตัวกับน้ำเหลืองกลายเป็นก้อนแข็งปิดกั้นการระบายของหนอง กักเก็บความชื้นและสิ่งสกปรกไว้ใต้ผิวหนัง ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียมากยิ่งขึ้น
- แยกของใช้ส่วนตัวและเสื้อผ้าอย่างเคร่งครัด: เชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนน้ำเหลืองสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสทางอ้อมได้ง่าย ควรแยกซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนของเด็กป่วนด้วยน้ำร้อนหรือตากแดดจัดให้แห้งสนิท เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในบ้าน
การเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของรอยโรคอย่างละเอียดในทุกวันเป็นหัวใจสำคัญของการดูแล หากพบตุ่มน้ำเปลี่ยนสีเป็นหนองขุ่น มีสะเก็ดน้ำเหลืองแห้งกรัง หรือรอบแผลบวมแดงร้อนลุกลาม การเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับชนิดของเชื้อ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและช่วยให้ผิวหนังของลูกน้อยฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงได้อย่างปลอดภัย