ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เมื่อลูกน้อยมีไข้สูงและเจ็บปาก: สัญญาณเตือนที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่

กลางดึกคืนหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องไห้งอแงของลูกน้อยที่มีอาการตัวร้อนจี๋ ไม่ยอมกลืนนมหรือน้ำลาย และเมื่อลองอ้าปากตรวจดู กลับพบแผลพุพองเล็กๆ หลายจุดกระจายอยู่ด้านใน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณคลาสสิกของโรคติดเชื้อในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสที่พบได้บ่อยมากในเด็กเล็ก นั่นคือ "โรคมือเท้าปาก" และ "โรคเฮอร์แปงไจนา" ซึ่งมักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากทั้งสองโรคนี้มีอาการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกันอย่างมากจนทำให้เกิดความสับสน การเรียนรู้วิธีแยกโรคมือเท้าปากกับเฮอร์แปงไจนาอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสามารถประเมินความรุนแรง เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และดูแลรักษาเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสมทันท่วงที

วิธีแยกโรคมือเท้าปากกับเฮอร์แปงไจนา จากตำแหน่งรอยโรคและอาการแสดงทางคลินิก

แม้ว่าทั้งสองโรคจะเกิดจากกลุ่มไวรัสชนิดเดียวกันและมีอาการไข้ร่วมกับแผลในปากเหมือนกัน แต่แพทย์สามารถจำแนกความแตกต่างได้อย่างชัดเจนผ่านการสังเกตตำแหน่งการกระจายตัวของแผลและตุ่มน้ำใส ดังนี้

1. โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)

โรคนี้มีลักษณะเฉพาะคือ รอยโรคจะจำกัดอยู่เฉพาะภายในช่องปากส่วนหลังเท่านั้น โดยไม่มีผื่นหรือตุ่มน้ำขึ้นตามร่างกายส่วนอื่น

  • ตำแหน่งของแผล: ตุ่มน้ำใสและแผลเปื่อยจะกระจุกตัวอยู่บริเวณด้านหลังของช่องปาก ได้แก่ เพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทอนซิล และผนังคอหอยด้านหลัง
  • ลักษณะอาการ: มักมีไข้สูงเฉียบพลัน (อาจสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส) ส่งผลให้เด็กเจ็บคออย่างรุนแรง งอแง ไม่ยอมกลืนอาหารและน้ำ มีน้ำลายไหลยืด และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย

2. โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease - HFMD)

โรคนี้มีการกระจายตัวของรอยโรคที่กว้างขวางกว่า ทั้งในช่องปากและตามผิวหนังส่วนปลายของร่างกาย

  • ตำแหน่งของแผลในปาก: แผลเปื่อยสามารถกระจายตัวได้ทั่วช่องปาก รวมถึงบริเวณส่วนหน้า เช่น ลิ้น กระพุ้งแก้ม เหงือก และเพดานแข็ง
  • ตุ่มน้ำบนผิวหนัง: นี่คือจุดสังเกตสำคัญในการแยกโรคมือเท้าปากกับเฮอร์แปงไจนา โดยจะพบตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็กกระจายตัวบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วมือ นิ้วเท้า และในบางรายอาจพบกระจายบริเวณข้อศอก หัวเข่า หรือรอบๆ ก้นด้วย
  • ลักษณะอาการ: มักเริ่มด้วยไข้ต่ำถึงปานกลาง เด็กจะมีอาการเจ็บแผลในปากทำให้ทานอาหารได้น้อยลง ส่วนตุ่มน้ำตามผิวหนังส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีอาการคันหรือเจ็บปวด ยกเว้นเมื่อถูกกดทับ

ไวรัสตัวการและระดับความรุนแรง: ค็อกซากีไวรัส เอ 16 ปะทะ เอนเทอโรไวรัส 71

ไวรัสที่เป็นสาเหตุของทั้งสองโรคนี้จัดอยู่ในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ส่งผลต่อระดับความรุนแรงของโรคแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ค็อกซากีไวรัส เอ 16 (Coxsackievirus A16): เป็นสายพันธุ์หลักที่พบได้บ่อยที่สุดในการก่อโรคมือเท้าปากทั่วไป อาการมักไม่รุนแรง ดำเนินโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป และร่างกายสามารถกำจัดเชื้อจนหายดีได้เองภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71): เป็นสายพันธุ์ที่กุมารแพทย์เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความรุนแรงสูงและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และภาวะน้ำท่วมปอดฉับพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที: หากพบว่าลูกมีอาการไข้สูงลอยไม่ยอมลด ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด มือสั่น ขาสั่น สะดุ้งผวาบ่อยครั้งขณะกำลังจะหลับ อาเจียนพุ่งบ่อย หายใจหอบเหนื่อย หรือมีอาการตัวเย็นแต่เหงื่อซึมตามตัว

ระยะฟักตัว การแพร่กระจาย และแนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การเข้าใจการดำเนินโรคและวิธีการตรวจวินิจฉัย จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังเด็กคนอื่นและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง

ระยะฟักตัวของโรค: หลังจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัส จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 3-6 วัน ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการไข้ ตามด้วยอาการแผลในปากหรือตุ่มน้ำตามผิวหนัง

วิธีการแพร่กระจายเชื้อ: เชื้อไวรัสกลุ่มนี้แพร่กระจายได้ง่ายมากในกลุ่มเด็กเล็ก ผ่านทางสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และที่สำคัญคือทางอุจจาระ (Fecal-oral route) ผ่านการสัมผัสของเล่น ของใช้ หรือมือของผู้ดูแลที่ปนเปื้อนเชื้อ ดังนั้นการระบาดจึงมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็ก

แนวทางการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันเชื้อ: โดยทั่วไปแพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือต้องการระบุสายพันธุ์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด แพทย์จะทำการส่งตรวจวิเคราะห์สารคัดหลั่งเพิ่มเติม ดังนี้

  • การป้ายสารคัดหลั่ง (Swab): เก็บตัวอย่างจากลำคอ (Throat Swab) หรือน้ำจากตุ่มน้ำใสบนผิวหนัง
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Specimen): เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสที่มักถูกขับออกมาทางระบบทางเดินอาหาร
  • การตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุล (RT-PCR): เป็นวิธีที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด สามารถแยกแยะและระบุสายพันธุ์ของไวรัส เช่น EV71 ได้อย่างชัดเจนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ภาวะเล็บลอกหลังหายป่วย: อาการทางผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นตามมาแต่ไม่อันตราย

หลังจากที่ลูกน้อยหายดีจากโรคมือเท้าปากไปแล้วประมาณ 2-8 สัปดาห์ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจตกใจและวิตกกังวลเมื่อพบว่าเล็บมือหรือเล็บเท้าของลูกเริ่มมีรอยแยก หรือมีการลอกตัวหลุดออกมาจากโคนเล็บ (Onychomadesis)

ในทางการแพทย์อธิบายว่า ภาวะนี้เป็นผลข้างเคียงชั่วคราวที่พบได้บ่อยหลังจากร่างกายเผชิญกับการติดเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ (โดยเฉพาะสายพันธุ์ค็อกซากีไวรัส เอ 6) ส่งผลให้กระบวนการสร้างเซลล์เล็บใหม่ที่บริเวณโคนเล็บหยุดชะงักลงชั่วคราวในช่วงที่เด็กมีไข้สูง เมื่อเวลาผ่านไปและร่างกายเริ่มฟื้นตัว เล็บใหม่ที่งอกขึ้นมาจะดันเล็บเก่าที่ชำรุดให้หลุดลอกออกไป

แนวทางการดูแลเพื่อลดความกังวล: ผู้ปกครองไม่ต้องตื่นตระหนกเนื่องจากภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดสารอาหารหรือการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่เด็ก ควรดูแลรักษาความสะอาดของนิ้วมือและนิ้วเท้าตามปกติ ตัดแต่งเล็บส่วนที่เผยอออกอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกี่ยวโดนสิ่งของจนอักเสบ และปล่อยให้เล็บใหม่ค่อยๆ งอกขึ้นมาทดแทนตามธรรมชาติ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน เล็บของลูกน้อยก็จะกลับมาแข็งแรงและสวยงามเหมือนเดิม

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ