ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แนวทางการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการประเมินพัฒนาการในทารกที่มีภาวะขับถ่ายผิดปกติ

ภาวะขับถ่ายผิดปกติในทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะท้องผูก เป็นปัญหาทางคลินิกที่พบบ่อยและสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ปกครองอย่างมาก แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางสรีรวิทยาหรือพฤติกรรม (Functional Constipation) แต่แพทย์จำเป็นต้องทำการประเมินอย่างละเอียดเพื่อแยกโรคที่มีพยาธิสภาพร้ายแรงออกไป การตรวจวินิจฉัยภาวะท้องผูกในทารกอย่างเป็นระบบจึงมีความสำคัญยิ่งในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

1. ขั้นตอนการตรวจทวารหนักและลำไส้ตรงในทารก (Digital Rectal Examination) โดยกุมารแพทย์เฉพาะทาง

การตรวจทวารหนักและลำไส้ตรง (Digital Rectal Examination: DRE) เป็นขั้นตอนการตรวจร่างกายที่สำคัญอย่างยิ่งในการประเมินเบื้องต้น ซึ่งควรปฏิบัติโดยกุมารแพทย์เฉพาะทางอย่างนุ่มนวลและระมัดระวัง เพื่อประเมินลักษณะทางกายวิภาคและพยาธิสภาพของส่วนปลายทางเดินอาหาร โดยมีวัตถุประสงค์หลักและขั้นตอนดังนี้:

  • การประเมินแรงตึงตัวของหูรูดทวารหนัก (Anal Sphincter Tone): เพื่อตรวจดูว่าหูรูดมีแรงตึงตัวที่ปกติ สูง หรือต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบประสาทส่วนปลาย
  • การตรวจหาขนาดและลักษณะของช่องทวารหนัก (Anal Caliber): เพื่อคัดกรองภาวะรูทวารหนักตีบแคบแต่กำเนิด (Anal Stenosis) หรือตำแหน่งของรูทวารที่ผิดปกติ (Anterior Displacement of Anus)
  • การประเมินปริมาณและลักษณะของอุจจาระในลำไส้ตรง (Rectal Ampulla): ในทารกที่มีภาวะท้องผูกจากสรีรวิทยา มักจะพบอุจจาระปริมาณมากค้างอยู่ในลำไส้ตรง ในทางตรงกันข้าม หากไม่พบอุจจาระในลำไส้ตรงเลย ร่วมกับมีประวัติถ่ายขี้เทาช้า อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรค Hirschsprung's disease
  • การสังเกต 'Squirt Sign' หรือ 'Gush Sign': ในขณะที่แพทย์ถอนนิ้วมือออก หากมีลมและอุจจาระเหลวพุ่งสวนออกมาทันที จะเป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรค Hirschsprung's disease

2. การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายรังสีเพื่อหาสาเหตุและประเมินพยาธิสภาพ

เมื่อผลการตรวจร่างกายหรือประวัติทางการแพทย์บ่งชี้ถึงโอกาสที่จะมีพยาธิสภาพซ่อนอยู่ แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายทางรังสีวิทยา เพื่อยืนยันการตรวจวินิจฉัยภาวะท้องผูกในทารก ดังนี้:

  • การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง (Abdominal X-ray): ช่วยประเมินปริมาณอุจจาระและลมที่คั่งค้างในลำไส้ใหญ่ รวมถึงการประเมินภาวะลำไส้อุดตันในเบื้องต้น
  • การตรวจสวนสารทึบรังสีทางทวารหนัก (Contrast Enema): เป็นการตรวจที่สำคัญในการวินิจฉัยโรค Hirschsprung's disease โดยจะแสดงให้เห็นส่วนรอยต่อ (Transition Zone) ระหว่างลำไส้ตรงส่วนปลายที่ตีบแคบเนื่องจากไม่มีเซลล์ประสาท กับลำไส้ใหญ่ส่วนบนที่ขยายตัวกว้างขึ้น
  • การตรวจวัดการบีบตัวของลำไส้ตรงและทวารหนัก (Anorectal Manometry): ใช้ในการประเมินปฏิกิริยาสะท้อนกลับของหูรูดทวารหนัก (Rectoanal Inhibitory Reflex - RAIR) ซึ่งจะขาดหายไปในผู้ป่วย Hirschsprung's disease
  • การตัดชิ้นเนื้อเยื่อบุผิวลำไส้ตรงไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Rectal Biopsy): ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรค Hirschsprung's disease โดยจะตรวจหาการมีอยู่ของเซลล์ประสาท (Ganglion cells) และการหนาตัวของเส้นประสาท
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests): เพื่อหาสาเหตุทางระบบต่อมไร้ท่อและเกลือแร่ในร่างกาย เช่น การตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid Function Test) เพื่อคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism) และการตรวจระดับแคลเซียมและโพแทสเซียมในเลือด เนื่องจากภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) หรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia) สามารถส่งผลลดการบีบตัวของลำไส้ได้

3. การประเมินภาวะการเจริญเติบโต พัฒนาการ และภาวะทุพโภชนาการที่ส่งผลกระทบต่อระบบขับถ่าย

การเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการทำงานของระบบทางเดินอาหาร แพทย์จึงต้องทำการประเมินองค์รวมอย่างเป็นระบบ:

  • การประเมินการเจริญเติบโต (Growth Assessment): การพล็อตกราฟการเจริญเติบโต (Growth Chart) เพื่อประเมินน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ หากทารกมีภาวะท้องผูกร่วมกับการเติบโตช้าหรือน้ำหนักลด (Failure to Thrive) อาจเป็นข้อบ่งชี้ของโรคทางระบบ เช่น โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรือภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein Allergy)
  • ภาวะทุพโภชนาการและสารอาหาร (Malnutrition and Hydration): ภาวะขาดสารอาหารและพลังงานอย่างรุนแรงสามารถทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อลำไส้อ่อนแรง (Hypotonia) ส่งผลให้ประสิทธิภาพการเบ่งและแรงบีบตัวของลำไส้ลดลง นอกจากนี้ การได้รับน้ำหรือของเหลวไม่เพียงพอจะส่งผลให้ร่างกายดูดซึมน้ำกลับที่ลำไส้ใหญ่มากขึ้น ทำให้อุจจาระแห้ง แข็ง และขับถ่ายได้ยากยิ่งขึ้น
  • การประเมินพัฒนาการ (Developmental Assessment): ความล่าช้าของพัฒนาการโดยเฉพาะระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) หรือความผิดปกติของไขสันหลัง (Spinal Dysraphism) มักส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทที่ควบคุมการขับถ่าย ทำให้เกิดภาวะท้องผูกเรื้อรังที่รักษายาก

4. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะท้องผูกและการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในทารก

โครงสร้างทางกายวิภาคในอุ้งเชิงกรานของทารกมีความหนาแน่นและอยู่ใกล้ชิดกันมาก เมื่อทารกประสบปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้ตรง (Rectum) จะเกิดการสะสมของอุจจาระปริมาณมากจนโป่งพองออก (Megarectum) ซึ่งการโป่งพองนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินปัสสาวะดังนี้:

'การสะสมของอุจจาระที่แข็งและมีปริมาณมากในลำไส้ตรง จะเกิดแรงกดทับทางกลศาสตร์ (Mechanical Compression) ต่อคอกระเพาะปัสสาวะ (Bladder Neck) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ส่งผลให้เกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะบางส่วน'

แรงกดทับดังกล่าวทำให้ทารกไม่สามารถปัสสาวะได้หมด ส่งผลให้มีปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะ (Residual Urine) ซึ่งภาวะปัสสาวะคั่งค้างนี้เป็นสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตและสะสมของเชื้อแบคทีเรีย นำไปสู่การเกิด การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) ซ้ำซาก นอกจากนี้ แรงกดทับยังอาจส่งผลให้เกิดภาวะปัสสาวะไหลย้อนกลับ (Vesicoureteral Reflux) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกรวยไตอักเสบเฉียบพลันและการสูญเสียเนื้อไตในอนาคต ดังนั้น การรักษาและควบคุมภาวะท้องผูกอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและลดอัตราการเกิดภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำในทารกอย่างมีนัยสำคัญ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ