ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ
อาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน คลื่นไส้ แน่นลิ้นปี่ หลังรับประทานแซลมอน ซาชิมิ หรืออาหารทะเลดิบเพียงไม่กี่ชั่วโมง คือสัญญาณเตือนสำคัญที่หมอมักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะพยาธิไชทางเดินอาหาร การรู้เท่าทันขั้นตอนการตรวจรักษาจะช่วยให้เข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

วัฒนธรรมการรับประทานปลาดิบและอาหารทะเลดิบได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่สิ่งที่อาจแฝงมากับเนื้อปลาสดคือตัวอ่อนของพยาธิ เช่น พยาธิอะนิซาคิส (Anisakis) หรือ พยาธิตัวจี๊ด (Gnathostoma) เมื่อตัวอ่อนเหล่านี้หลุดเข้าสู่ร่างกาย จะพยายามฝังตัวและไชเข้าเยื่อบุทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดการอักเสบ ปวดท้องอย่างรุนแรง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การตรวจวินิจฉัยพยาธิทางเดินอาหารอย่างแม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนรักษา

1. การตรวจวินิจฉัยพยาธิทางเดินอาหารด้วยการส่องกล้อง (Endoscopy)

การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนบน (Esophagogastroduodenoscopy: EGD) เป็นวิธีมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการตรวจวินิจฉัยพยาธิทางเดินอาหารชนิดไชเยื่อบุ โดยเฉพาะในกรณีของพยาธิอะนิซาคิสที่มักก่ออาการในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น

  • ความแม่นยำสูง: แพทย์สามารถมองเห็นเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ได้โดยตรงผ่านกล้องที่มีกำลังขยายสูง ทำให้เห็นตัวอ่อนพยาธิที่มีลักษณะเป็นเส้นเรียวยาวสีขาวหรือชมพูอ่อนกำลังฝังตัวอยู่บนผนังทางเดินอาหาร
  • ระบุตำแหน่งการอักเสบ: ช่วยประเมินรอยโรคโดยรอบ เช่น แผลเปื่อย รอยบวมแดง หรือการหนาตัวของผนังทางเดินอาหารจากการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม
  • การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): ในกรณีที่พยาธิเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ แพทย์จะใช้การส่องกล้องทางตรวจลำไส้ใหญ่เพื่อค้นหาตัวอ่อนและลดความเสี่ยงลำไส้อุดตัน

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจอุจจาระและตรวจเลือดหาแอนติบอดีเฉพาะเจาะจง

นอกจากการส่องกล้องแล้ว การตรวจทางห้องปฏิบัติการมีบทบาทสำคัญในการยืนยันและสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยพยาธิทางเดินอาหารโดยเฉพาะในกรณีที่ตัวอ่อนไชลึกเกินกว่าจะมองเห็นด้วยกล้อง

การตรวจอุจจาระ (Stool Examination)

การตรวจไข่และตัวอ่อนพยาธิในอุจจาระเป็นวิธีพื้นฐาน แต่สำหรับภาวะพยาธิไชเฉียบพลันจากปลาดิบ (เช่น Anisakis) ตัวอ่อนมักไม่สามารถเจริญเติบโตจนออกไข่ในร่างกายมนุษย์ได้ การตรวจอุจจาระจึงอาจไม่พบไข่พยาธิ อย่างไรก็ตาม การตรวจอุจจาระยังคงมีประโยชน์ในการแยกโรคติดเชื้อพยาธิชนิดอื่นในระบบทางเดินอาหาร

การตรวจเลือด (Blood Tests)

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): มักพบภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดเอโอซิโนฟิลสูงขึ้น (Eosinophilia) ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าร่างกายกำลังมีปฏิกิริยาต่อต้านการติดเชื้อพยาธิหรือภูมิแพ้
  • การตรวจภูมิคุ้มกันทางซีรัมวิทยา (Serology Test): การตรวจหาแอนติบอดีเฉพาะเจาะจงชนิด IgE หรือ IgG ต่อพยาธิ (เช่น ELISA Test) ช่วยยืนยันการได้รับเชื้อในกรณีที่ไม่สามารถคีบตัวพยาธิออกมาตรวจได้ หรือพยาธิเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะอื่น

3. แนวทางการรักษาด้วยการคีบตัวอ่อนพยาธิออกจากผนังทางเดินอาหาร

เมื่อแพทย์ส่องกล้องพบตัวอ่อนพยาธิที่กำลังไชหรือฝังตัวอยู่ ขั้นตอนการรักษาหลักที่ได้ผลดีที่สุดและระงับอาการปวดได้อย่างทันที คือการคีบตัวอ่อนออกผ่านกล้องส่องตรวจ

ขั้นตอนการคีบตัวอ่อน (Endoscopic Removal)

แพทย์จะส่งอุปกรณ์คีบขนาดเล็ก (Biopsy Forceps) ผ่านช่องส่องกล้อง เข้าไปหนีบจับบริเวณส่วนหัวหรือลำตัวของพยาธิอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ดึงตัวอ่อนออกจากเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้ การดึงต้องทำอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้ตัวพยาธิขาดออกจากกัน เพราะส่วนที่ค้างอยู่อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ หลังการคีบตัวพยาธิออก อาการปวดท้องของผู้ป่วยมักจะบรรเทาลงอย่างรวดเร็ว

4. ข้อบ่งชี้การใช้ยาถ่ายพยาธิและการฟื้นฟูเยื่อบุทางเดินอาหาร

หลังจากการคีบตัวพยาธิออก หรือในกรณีที่ไม่สามารถคีบตัวพยาธิออกได้เนื่องจากพยาธิไชลงลึกในชั้นเนื้อเยื่อ การรักษาด้วยยามีความจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การใช้ยาถ่ายพยาธิ (Anthelmintic Medications): ยาในกลุ่ม Albendazole หรือ Ivermectin จะถูกพิจารณาใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อกำจัดตัวอ่อนพยาธิที่ยังตกค้าง หรือในกรณีพยาธิไชไปยังตำแหน่งอื่นที่ไม่สามารถส่องกล้องเข้าถึงได้
  • การให้ยาลดกรดและยาสมานแผล (PPIs & Mucosa Protectants): เนื่องจากจุดที่พยาธิไชจะเกิดเป็นแผลบวมแดง การให้ยาในกลุ่ม Proton Pump Inhibitors (PPIs) จะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ร่วมกับยาสมานเยื่อบุเพื่อเร่งการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ
  • การติดตามอาการ: ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามอาการอักเสบ และสังเกตสัญญาณเตือน เช่น อุจจาระสีดำ ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือมีไข้ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนหรือเลือดออกในทางเดินอาหาร

หากมีประวัติรับประทานปลาดิบแล้วเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิรับประทานเอง เนื่องจากยาถ่ายพยาธิทั่วไปอาจไม่สามารถทำลายตัวอ่อนที่ไชอยู่ตามเนื้อเยื่อได้ การพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยพยาธิทางเดินอาหารอย่างถูกต้องจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down