ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ถอดรหัสความกังวลใจเกี่ยวกับไข้เลือดออก โรคติดเชื้อที่ไม่ควรมองข้าม

ยามที่ฤดูฝนเวียนมาถึง สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้หลายครอบครัวมากที่สุดประการหนึ่งคือ โรคไข้เลือดออกเดงกี บทสนทนาในห้องตรวจกุมารแพทย์มักเต็มไปด้วยคำถามจากคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับ วัคซีนไข้เลือดออก ว่ามีความจำเป็นเพียงใด บุตรหลานควรได้รับการฉีดหรือไม่ และมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใดในปัจจุบัน

โรคไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ (DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4) สิ่งที่ทำให้โรคนี้มีความรุนแรงและซับซ้อนคือ การติดเชื้อครั้งแรกอาจมีอาการเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่หากได้รับเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปในครั้งที่สอง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจปฏิกิริยารุนแรงขึ้น จนส่งผลให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย หรือเกิดภาวะช็อกที่อันตรายถึงชีวิตได้

ทำความรู้จักกับวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกเดงกีและกลไกการออกฤทธิ์

การพัฒนาทางการแพทย์ทำให้เรามี วัคซีนไข้เลือดออก ชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยหลักการทำงานของวัคซีนชนิดชนิดเชื้อมีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated Vaccine) คือการนำโครงสร้างไวรัสมาผ่านกระบวนการทางห้องปฏิบัติการเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดี (Antibody) และเซลล์คุ้มกันที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์

เมื่อผู้ได้รับวัคซีนสัมผัสกับเชื้อไวรัสเดงกีในธรรมชาติ ร่างกายจะสามารถจดจำและเข้าทำลายเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรงและการรั่วไหลของพลาสมาออกจากหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะช็อกในผู้ป่วยไข้เลือดออก

หลักเกณฑ์และข้อแนะนำทางการแพทย์ในการพิจารณาฉีดวัคซีน

การตัดสินใจพาลูกน้อยหรือสมาชิกในครอบครัวไป ฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ควรพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทางการแพทย์และข้อแนะนำดังต่อไปนี้

1. ช่วงอายุที่เหมาะสม

วัคซีนไข้เลือดออกชนิดใหม่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่อายุ 60 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนในชีวิตประจำวัน

2. ประวัติการเคยติดเชื้อไข้เลือดออก

ความโดดเด่นของวัคซีนชนิดใหม่คือ สามารถฉีดได้ทั้งในผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันก่อนการรับวัคซีน ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนรุ่นแรกที่ต้องมีการตรวจยืนยันประวัติการติดเชื้อก่อนเสมอ

3. กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนการฉีดวัคซีน

  • สตรีมีครรภ์และสตรีที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ยาสเตียรอยด์ขนาดสูง หรือผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้สารประกอบในวัคซีนอย่างรุนแรง (Anaphylaxis)
  • ผู้ที่มีไข้สูงหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน ควรรอให้ร่างกายหายเป็นปกติก่อนเข้ารับการฉีด

การประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของวัคซีนในบริบทปัจจุบัน

จากการศึกษาทางคลินิกและการติดตามผลในวงกว้าง พบว่า ประสิทธิผลวัคซีนไข้เลือดออก ชนิดใหม่มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

วัคซีนไข้เลือดออกสามารถลดอัตราการป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกที่มีอาการได้ประมาณ 80% และลดอัตราการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลได้สูงถึง 85-90% รวมถึงลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านความปลอดภัย ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 1-3 วัน เช่น อาการปวด รอยแดง หรือปวดบวมบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายขณะตอบสนองต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ข้อควรรู้และการเตรียมตัวสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก่อนพาลูกไปฉีดวัคซีน

หากคุณพ่อคุณแม่พิจารณาแล้วว่าต้องการให้บุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อสร้างเกราะป้องกันโรคไข้เลือดออก ควรเตรียมความพร้อมตามขั้นตอนดังนี้

แผนการฉีดวัคซีน

การ ฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ชนิดใหม่นี้ จะทำการฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ร่างกายสร้างระดับภูมิคุ้มกันได้สูงสุดและคงอยู่ได้นาน

การเตรียมตัวก่อนรับวัคซีน

  • ตรวจสอบสุขภาพของเด็กในวันฉีด ต้องไม่มีไข้หรือป่วยด้วยโรคติดเชื้อเฉียบพลัน
  • เตรียมข้อมูลประวัติการแพ้ยา ประวัติวัคซีนเดิม และโรคประจำตัวของเด็กเพื่อแจ้งแก่แพทย์
  • ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอและรับประทานอาหารตามปกติก่อนมาโรงพยาบาล

การดูแลหลังรับวัคซีน

หลังการฉีดวัคซีนควรสังเกตอาการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกอย่างน้อย 30 นาที เพื่อประเมินอาการแพ้รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น และเมื่อกลับบ้านหากมีไข้ต่ำๆ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของเด็กได้

แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน แต่การป้องกันโรคไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดยังคงต้องทำควบคู่ไปกับการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบ้านและการป้องกันไม่ให้ยุงกัดอย่างสม่ำเสมอ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down