ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญของการถ่ายขี้เทาภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด

ช่วงเวลาแรกหลังลูกน้อยลืมตาดูโลก ทีมแพทย์และพยาบาลในหออภิบาลทารกแรกเกิดไม่ได้เพียงตรวจสอบน้ำหนัก ท่าทางการหายใจ หรือสัญญาณชีพเท่านั้น แต่ยังเฝ้าระวังตัวบ่งชี้สำคัญของระบบทางเดินอาหาร นั่นคือ "การถ่ายขี้เทาครั้งแรก" (Meconium Passage)

ขี้เทา คืออุจจาระแรกของทารก มีลักษณะเหนียว สีเขียวเข้มจัดจนเกือบดำ ซึ่งเกิดจากการสะสมของเซลล์ผนังลำไส้ที่หลุดลอก น้ำดี น้ำคร่ำ และขนอ่อนที่ทารกกลืนเข้าไปขณะอยู่ในครรภ์ โดยปกติตามหลักกุมารเวชศาสตร์ ทารกแรกเกิดที่ครบกำหนดมากกว่าร้อยละ 95 จะต้องถ่ายขี้เทาออกมาภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และเกือบเก้าสิบเก้าร้อยละจะถ่ายภายใน 48 ชั่วโมง

หากทารกไม่ยอมถ่ายขี้เทาภายใน 24 ชั่วโมงแรก หรือล่าช้าเกิน 48 ชั่วโมง ถือเป็นสัญญาณเตือนทางคลินิกที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งแสดงถึงภาวะอุดตันของลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง และหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดที่แพทย์ต้องรีบตรวจหาสาเหตุคือ โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท

พยาธิกำเนิดของโรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท (Hirschsprung's Disease)

โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท หรือที่รู้จักกันในชื่อทางแพทย์ว่า Hirschsprung's Disease เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของระบบประสาทส่วนท้องถิ่นในลำไส้ (Enteric Nervous System) ซึ่งเกิดจากกระบวนการเคลื่อนตัวของเซลล์ต้นกำเนิดระบบประสาท (Neural Crest Cells) หยุดชะงักลงในขณะที่ทารกยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 5 ถึง 12 สัปดาห์

โดยปกติ เซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้จะเคลื่อนที่จากส่วนบนลงไปจนถึงส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่เพื่อสร้างกระจุกเซลล์ประสาท 2 ชั้นสำคัญ ได้แก่

  • Auerbach's plexus (Myenteric plexus): ทำหน้าที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อลำไส้เพื่อบีบรูดอุจจาระ
  • Meissner's plexus (Submucosal plexus): ทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งน้ำย่อย การดูดซึม และการรับรู้สัมผัสในชั้นใต้เมือก

เมื่อกระบวนการเคลื่อนตัวของเซลล์ประสาทหยุดลงก่อนจะถึงปลายทาง ทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (มักเริ่มตั้งแต่หูรูดทวารหนักขึ้นไปเป็นระยะทางต่างๆ) ไม่มีเซลล์ประสาทคอยสั่งการให้กล้ามเนื้อคลายตัว ส่งผลให้ลำไส้ตรงส่วนที่ขาดเซลล์ประสาทเกิดการตีบเกร็งตลอดเวลา ไม่สามารถบีบตัวส่งอุจจาระและลมผ่านไปได้ เกิดการอุดตันทางกายวิภาคและการทำงาน

ความน่าสนใจทางพยาธิสภาพคือ ลำไส้ส่วนที่ "โป่งพอง" แท้จริงแล้วคือลำไส้ส่วนบนที่มีเซลล์ประสาทปกติ แต่ต้องพยายามบีบตัวอย่างหนักเพื่อดันอุจจาระข้ามส่วนที่ตีบเกร็ง จนเกิดการขยายใหญ่และหนาตัวขึ้น ในขณะที่ลำไส้ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงคือส่วนที่ตีบแคบเนื่องจากขาดเซลล์ประสาท

การสังเกตอาการผิดปกติในห้องคลอดและหออภิบาลทารกแรกเกิด

การวินิจฉัยและให้การดูแลรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มมีความสำคัญอย่างมากต่อการรอดชีวิตของทารก แพทย์และพยาบาลผู้ดูแลทารกแรกเกิดจะสังเกตกลุ่มอาการเตือนที่ชัดเจน ดังนี้

  • ไม่ถ่ายขี้เทาตามกำหนด: ทารกไม่ถ่ายขี้เทาเลยภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • ท้องอืดตึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ: ผนังหน้าท้องของทารกจะขยายตึง ตรวจพบคลื่นการบีบตัวของลำไส้ดันผ่านผนังหน้าท้อง หรือเห็นเส้นเลือดบนหน้าท้องขยายชัดเจน
  • อาเจียนมีน้ำดีปน: สำรอกหรืออาเจียนออกมาเป็นของเหลวสีเขียวหรือสีเหลืองเข้ม ซึ่งแสดงถึงการอุดตันของระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง
  • ซึม ไม่ยอมดูดนม: ทารกจะมีอาการงอแง ร้องไห้เนื่องจากแน่นท้อง แล้วเปลี่ยนเป็นซึมลง ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น
  • Squirt Sign หรือ Blast Sign: เมื่อกุมารแพทย์ทำการตรวจทางทวารหนักโดยใช้การสวนหรือใช้นิ้วตรวจเบาๆ จะพบว่ามีลมและอุจจาระพุ่งทะลักออกมาปริมาณมากทันทีเนื่องจากแรงดันที่สะสมอยู่ภายใน

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัย ทารกอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น ลำไส้อักเสบรุนแรงจากการขาดเซลล์ประสาท (Hirschsprung-associated enterocolitis: HAEC) ซึ่งทารกจะมีไข้สูง ท้องเสียเป็นน้ำไข่เน่าหรือมีเลือดปน ท้องอืดรุนแรง และเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการส่งตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างแม่นยำ

เมื่อสงสัยว่าทารกอาจเป็น โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท กุมารแพทย์และศัลยแพทย์กุมารจะดำเนินขั้นตอนการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ

1. การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยช่องท้อง (Plain Abdominal Radiograph)

เป็นการตรวจเบื้องต้น โดยการเอ็กซเรย์หน้าท้องในท่าตั้งและท่านอน จะพบว่าลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กส่วนบนมีลมสะสมจนขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างมาก ในขณะที่บริเวณอุ้งเชิงก้านและลำไส้ตรงกลับไม่มีลมหรือมีลมน้อยมาก

2. การตรวจเอกซเรย์ลำไส้ใหญ่โดยการสวนสารทึบรังสี (Barium Enema)

แพทย์จะทำการสวนสารทึบรังสีเข้าทางทวารหนักเพื่อดูพยาธิสภาพของลำไส้ใหญ่ โดยภาพเอกซเรย์จะแสดงให้เห็นลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "Transition Zone" หรือรอยต่อระหว่างลำไส้ส่วนปลายที่ตีบแคบ (ส่วนที่ขาดเซลล์ประสาท) กับลำไส้ส่วนบนที่ขยายโป่งพอง (ส่วนที่มีเซลล์ประสาทปกติ)

3. การตรวจความดันของลำไส้ตรงและหูรูดทวารหนัก (Anorectal Manometry)

วิธีนี้ใช้ประเมินการทำงานของรีเฟล็กซ์การคลายตัวของหูรูดทวารหนักชั้นใน (Rectoanal Inhibitory Reflex: RAIR) ในเด็กปกติเมื่อมีแรงดันในลำไส้ตรง หูรูดทวารหนักจะคลายตัว แต่ในผู้ป่วยโรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท จะไม่พบการคลายตัวของหูรูดนี้

4. การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา (Suction Rectal Biopsy)

ถือเป็น มาตรฐานสูงสุดในการวินิจฉัย (Gold Standard) แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษตัดชิ้นเนื้อบริเวณชั้นเยื่อบุและชั้นใต้เยื่อบุของลำไส้ตรงผ่านทางทวารหนัก โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่และไม่ทำให้ทารกเจ็บปวด จากนั้นส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดู 2 สิ่งสำคัญ:

  • ยืนยันการ ไม่พบเซลล์ประสาท (Absence of Ganglion Cells) ในชั้น Meissner's plexus
  • พบการหนาตัวและขยายใหญ่ของเส้นประสาทที่ผิดปกติ (Hypertrophic Nerve Bundles) ร่วมกับการตรวจย้อมพิเศษทางอิมมูน เช่น Acetylcholinesterase (AChE) หรือ Calretinin staining

แนวทางการดูแลรักษาและบทสรุป

เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอนแล้ว การรักษาหลักของ โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท คือการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์กุมารจะทำการผ่าตัดนำลำไส้ส่วนที่ขาดเซลล์ประสาทออก แล้วดึงลำไส้ใหญ่ส่วนบนที่มีเซลล์ประสาทสมบูรณ์ลงมาต่อกับทวารหนัก (Pull-through Operation)

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดมีความก้าวหน้าอย่างมาก สามารถทำผ่านการส่องกล้องหรือผ่าตัดผ่านทางทวารหนักโดยไม่มีแผลหน้าท้องได้ในทารกบางราย ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัวและลดความเจ็บปวดของทารกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสังเกตการถ่ายขี้เทาของทารกภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง คุณพ่อคุณแม่และบุคลากรทางการแพทย์ไม่ควรมองข้ามความผิดปกตินี้ เพราะการวินิจฉัยที่รวดเร็วและการได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ทารกได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เติบโตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ไม่ต่างจากเด็กปกติทั่วไป

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ