ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไม 'การถ่ายขี้เทา' ของลูกน้อยใน 24 ชั่วโมงแรก จึงเป็นสัญญาณที่หมอเด็กไม่เคยมองข้าม

หลังการคลอดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเฝ้ามองทารกแรกเกิดด้วยความปิติยินดี สิ่งหนึ่งที่ทีมกุมารแพทย์และพยาบาลในหออภิบาลทารกแรกเกิดเฝ้าติดตามอย่างเคร่งครัดพอๆ กับสัญญาณชีพ คือ "การขับถ่ายขี้เทาครั้งแรก" ของทารก

ขี้เทา (Meconium) คืออุจจาระแรกของทารก มีลักษณะเหนียว สีเขียวเข้มจัดจนเกือบดำ ซึ่งเกิดจากการสะสมของน้ำคร่ำ เซลล์ผนังลำไส้ที่หลุดลอก และน้ำดี ตั้งแต่น้องยังอยู่ในครรภ์ โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดที่สุขภาพสมบูรณ์มากกว่าร้อยละ 95 จะต้องถ่ายขี้เทาออกมาภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และมากกว่าร้อยละ 99 จะถ่ายภายใน 48 ชั่วโมง

หากผ่านพ้น 24 ชั่วโมงแรกไปแล้ว ทารกยังไม่มีการถ่ายขี้เทาออกมาเลย หรือถ่ายออกมาเพียงเล็กน้อยร่วมกับมีอาการท้องอืด นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาท้องผูกธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของภาวะลำไส้อุดตันแต่กำเนิด โดยเฉพาะ โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท (Hirschsprung's disease) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

เข้าใจพยาธิกำเนิด: เกิดอะไรขึ้นเมื่อผนังลำไส้ขาดเซลล์ประสาท?

โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของระบบประสาทในลำไส้ตั้งแต่ทารกยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ (ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 5–12 สัปดาห์) โดยปกติแล้ว เซลล์ประสาท (Ganglion cells) จะค่อยๆ เจริญและเคลื่อนที่จากส่วนบนของระบบทางเดินอาหารลงไปยังส่วนปลายสุดคือรูตูด

แต่ในทารกที่เป็นโรคนี้ กระบวนการเคลื่อนที่ของเซลล์ประสาทกลับหยุดชะงักลงกลางคัน ส่งผลให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (และอาจขยายวงกว้างไปถึงลำไส้ส่วนอื่นในบางราย) ไม่มีเซลล์ประสาทกลุ่ม Auerbach's และ Meissner's plexuses อยู่ในชั้นผนังลำไส้เลย

เมื่อผนังลำไส้ส่วนปลายไม่มีเซลล์ประสาท ลำไส้ส่วนนั้นจะไม่สามารถคลายตัวตามจังหวะธรรมชาติได้ ทำให้เกิดการเกร็งตีบอยู่ตลอดเวลา (Tonic contraction) กากอาหารและขี้เทาจึงไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ เกิดการอุดตัน และทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนที่อยู่เหนือต่อจุดตีบนั้นต้องบีบตัวอย่างหนักจนขยายใหญ่และโป่งพองออกในที่สุด

สัญญาณเตือนสำคัญที่ต้องสังเกตในห้องคลอดและหออภิบาลทารกแรกเกิด

การตรวจพบอาการผิดปกติได้เร็วตั้งแต่แรกคลอด มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของทารก อาการและสัญญาณเตือนที่กุมารแพทย์และทีมพยาบาลจะสังเกตอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

  • การล่าช้าของการถ่ายขี้เทา: ทารกไม่ถ่ายขี้เทาเลยภายใน 24–48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ซึ่งเป็นสัญญาณที่พบบ่อยที่สุด
  • ท้องอืด ตึง และโตขึ้นเรื่อยๆ: หน้าท้องของทารกจะขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีแก๊สและอุจจาระคั่งค้างอยู่ในลำไส้
  • อาเจียนปนน้ำดี: ทารกจะเริ่มนมไม่เข้า ดูดนมแล้วอาเจียนออกมาเป็นพุ่ง โดยมักมีคราบสีเขียวหรือสีเหลืองของน้ำดีปนออกมา ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของลำไส้อุดตัน
  • ซึม งอแง ร้องไห้ผิดปกติ: ทารกจะแสดงอาการงอแงจากความเจ็บปวดและแน่นท้อง ไม่อยากดูดนม และอาจมีภาวะขาดน้ำ
  • ภาวะลำไส้อักเสบติดเชื้อ (Hirschsprung-associated enterocolitis - HAEC): เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด หากปล่อยไว้โดยไม่ได้วินิจฉัย ทารกอาจมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง อุจจาระพุ่งเป็นน้ำมีกลิ่นเหม็นรุนแรง มีไข้สูง ท้องอืดวิกฤต และอาจเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

แนวทางการส่งตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัยโรคอย่างแม่นยำ

หากทารกมีอาการเข้าข่าย โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท แพทย์จะดำเนินกระบวนการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานทางกุมารศัลยศาสตร์ เพื่อยืนยันโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง:

1. การภาพถ่ายรังสีวินิจฉัย (Plain Abdominal X-ray)

การเอกซเรย์ช่องท้องในท่าตั้งและท่านอน เพื่อดูแบบแผนของแก๊สในลำไส้ มักพบว่าลำไส้ส่วนต้นมีการขยายใหญ่ (Bowel dilation) ร่วมกับมีระดับน้ำและแก๊ส (Air-fluid levels) ขณะที่บริเวณเรกตัมหรือลำไส้ตรงส่วนปลายจะไม่มีแก๊สอยู่เลย

2. การสวนสารรังสีวินิจฉัย (Contrast Enema / Barium Enema)

การฉีดสารรังสีเข้าทางรูตูดเพื่อถ่ายภาพรังสีลำไส้ใหญ่ วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นรอยต่อระหว่างลำไส้ส่วนปลายที่ตีบแคบ (Aganglionic segment) กับลำไส้ส่วนต้นที่ขยายโตปกติ ซึ่งเรียกว่า Transition zone อย่างไรก็ตาม ในทารกแรกเกิดอายุไม่กี่วัน รอยต่อนี้อาจยังเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าทารกที่โตขึ้น

3. การวัดแรงดันภายในลำไส้ตรงและหูรูดทวารหนัก (Anorectal Manometry)

เป็นการใช้สายตรวจขนาดเล็กใส่อุปกรณ์วัดแรงดันเข้าไปบริเวณรูตูด เพื่อทดสอบการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ในทารกปกติ เมื่อลำไส้ตรงถูกขยาย หูรูดทวารหนักชั้นในจะคลายตัว (Rectoanal inhibitory reflex - RAIR) แต่ในทารกที่เป็นโรคนี้ จะไม่พบการคลายตัวของหูรูดดังกล่าว

4. การตัดตรวจเนื้อเยื่อผนังลำไส้ตรง (Rectal Suction Biopsy)

ถือเป็น มาตรฐานสูงสุดในการวินิจฉัยโรค (Gold Standard) แพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษตัดชิ้นเนื้อเยื่อเมือกและชั้นใต้เมือกบริเวณลำไส้ตรงความลึกระดับมิลลิเมตร (โดยทารกจะไม่รู้สึกเจ็บ) เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หากพบว่าไม่มีเซลล์ประสาท (Absence of ganglion cells) และพบเส้นประสาทใหญ่ที่ผิดปกติ (Hypertrophic nerve trunks) ร่วมกับการตรวจทางอิมมูโนฮิสโตเคมี (Calretinin หรือ AChE) ก็จะสามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคได้อย่างแน่ชัด

บทสรุปและแนวทางการดูแล

การที่ทารกไม่ยอมถ่ายขี้เทาภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ไม่ใช่เรื่องที่จะรอเวลาให้หายเองได้ การสังเกตอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ในห้องคลอดและหออภิบาลทารกแรกเกิดจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย โรคลำไส้โป่งพองแต่กำเนิดจากการขาดเซลล์ประสาท ได้อย่างทันท่วงที

แม้ว่าโรคนี้จะเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่ต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อนำลำไส้ส่วนที่ขาดเซลล์ประสาทออกและต่อลำไส้ส่วนที่ดีลงมา แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็กในปัจจุบัน ทารกส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม สามารถเติบโตขึ้นและมีคุณภาพชีวิตในการขับถ่ายที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับเด็กปกติได้อย่างปลอดภัย

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ