ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งเพราะขาดวิตามิน D หรือไม่: ไขข้อข้องใจเรื่องกระดูกเด็กที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและโภชนาการเด็ก หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดจากความกังวลของคุณพ่อคุณแม่คือ ลูกขาโก่งเพราะขาดวิตามิน D หรือไม่ ความกังวลนี้มักเกิดขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักมีลักษณะขาโค้งออกเมื่อยืนหรือเดิน อาการขาโก่งในเด็กเป็นภาวะที่พบได้บ่อยตามพัฒนาการตามธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) ที่เกิดจากการขาดวิตามิน D แคลเซียม หรือฟอสฟอรัสได้เช่นกัน บทความฉบับนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการที่ต้องเฝ้าระวัง และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อปกป้องสุขภาพกระดูกของลูกน้อยให้เจริญเติบโตสมวัย

ภาพรวมของภาวะขาโก่งและโรคกระดูกอ่อนในเด็ก

ภาวะขาโก่ง (Genu Varum หรือ Bowlegs) เป็นลักษณะทางกายวิภาคที่เด็กทารกเกือบทุกคนต้องเคยผ่าน. ในช่วงวัยทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 18 เดือน ขาของเด็กมักจะมีลักษณะโค้งออกด้านนอก เนื่องจากท่าทางของทารกขณะอยู่ในครรภ์มารดาที่มีพื้นที่จำกัด ภาวะนี้ถือเป็นภาวะปกติทางสรีรวิทยา (Physiological Genu Varum) ซึ่งจะค่อยๆ ปรับตรงขึ้นได้เองเมื่อเด็กอายุเข้าสู่ช่วง 18 ถึง 24 เดือน จากนั้นเด็กอาจมีภาวะขาฉากหรือเข่าชนกันเล็กน้อย (Physiological Valgus) ก่อนที่ขาจะค่อยๆ ตรงเป็นปกติเมื่ออายุประมาณ 7 ถึง 8 ขวบ

อย่างไรก็ตาม หากลักษณะขาโก่งนั้นเกิดจากความผิดปกติของการสร้างกระดูกที่เรียกว่าโรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) ภาวะขาโก่งจะไม่ดีขึ้นตามอายุ แต่มักจะมีความรุนแรงมากขึ้น มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย และอาจส่งผลกระทบต่อความสูงและการเจริญเติบโตของเด็กในระยะยาว โรคนี้พบได้บ่อยในเด็กทารกที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รับวิตามิน D เสริม เด็กที่ขาดการสัมผัสแสงแดดอย่างเพียงพอ หรือเด็กที่มีความผิดรูปของระบบทางเดินอาหารและไต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามิน D

วิตามิน D มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งแร่ธาตุทั้งสองชนิดนี้เป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างความแข็งแรงและความหนาแน่นให้กับกระดูกและฟัน กลไกการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กมีลำดับขั้นตอนดังนี้

  • การขาดวิตามิน D: ร่างกายได้รับวิตามิน D ไม่เพียงพอ ทั้งจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน D ต่ำ และการที่ผิวหนังไม่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบี (Ultraviolet B) จากแสงแดดเพื่อสังเคราะห์วิตามิน D
  • ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดต่ำ: เมื่อไม่มีวิตามิน D ลำไส้จะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ ส่งผลให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง
  • การหลั่งฮอร์โมนพาราไทรอยด์เพิ่มขึ้น (Secondary Hyperparathyroidism): ต่อมพาราไทรอยด์จะทำงานหนักขึ้นเพื่อหลั่งฮอร์โมนออกมารักษาระดับแคลเซียมในเลือด โดยการดึงแคลเซียมออกจากกระดูกเข้าสู่กระแสเลือด
  • ความอ่อนนุ่มของกระดูก: เนื้อเยื่อกระดูกไม่สามารถสะสมแร่ธาตุได้อย่างเหมาะสม ทำให้กระดูกมีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นเกินไป และไม่สามารถรับน้ำหนักตัวของเด็กได้ ส่งผลให้กระดูกงอตัวผิดรูป เช่น ขาโก่ง กระดูกข้อมือข้อเท้าบวมโต และกระดูกซี่โครงผิดรูป

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคกระดูกอ่อนในเด็ก

อาการของเด็กที่ป่วยด้วยโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามิน D จะแสดงออกทางระบบกระดูก กล้ามเนื้อ และพัฒนาการ โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • อาการเริ่มแรก: เด็กมักมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตัวนิ่ม หัวเหงื่อออกมากโดยเฉพาะเวลานอนหลับ กระหม่อมหน้าปิดช้ากว่าปกติ เด็กอาจมีพัฒนาการพลิกคว่ำ นั่ง หรือคลานช้ากว่าเกณฑ์ปกติ
  • อาการเด่นชัดเมื่อเด็กเริ่มยืนและเดิน: ขาโก่งผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด (Severe Genu Varum) หรืออาจมีลักษณะเข่าชนกันผิดปกติ (Genu Valgum) กระดูกข้อมือและข้อเท้าบวมหนาขึ้น (Rachitic Rosary และ Widening of Wrists/Ankles) กระดูกซี่โครงโป่งนูนเป็นแนวขนานกัน
  • อาการในระยะลุกลามรุนแรง: ปวดตามกระดูกและกล้ามเนื้อ เด็กเดินโยกเยกเหมือนเป็ด (Waddling Gait) กระดูกสันหลังคดหรือโก่งงอ ผิดรูปที่กระดูกเชิงกราน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างร่างกายในอนาคต
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าเด็กอายุเกิน 2 ปีแล้วยังมีภาวะขาโก่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขาโก่งข้างเดียว หรือมีความสูงน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เพราะอาจทำให้กระดูกผิดรูปถาวร

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

แม้ว่าภาวะขาโก่งส่วนใหญ่จะเป็นไปตามธรรมชาติ แต่มีสัญญาณเตือนบางประการที่บ่งบอกถึงความผิดปรุกติที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน:

  • เด็กมีอาการชักหรือกล้ามเนื้อกระตุก (Hypocalcemic Tetany) อันเนื่องมาจากระดับแคลเซียมในเลือดต่ำวิกฤต
  • เด็กซึมมาก ไม่ยอมรับประทานอาหาร หายใจหอบเหนื่อย หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวจากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
  • กระดูกหักง่ายแม้ได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย
  • มีอาการปวดกระดูกรุนแรงจนเด็กไม่ยอมเดินหรือร้องกวนตลอดเวลา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมาพบแพทย์ด้วยความกังวลเรื่องขาโก่งหรือสงสัยโรคกระดูกอ่อน กุมารแพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ดังนี้:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการตั้งครรภ์ การเลี้ยงดู อาหารที่รับประทาน การได้รับวิตามิน D เสริม ประวัติการรับแสงแดด และประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว
  • การตรวจร่างกาย: ประเมินลักษณะความโก่งของขา ความยาวของขา ลักษณะของกระดูกข้อมือ ข้อเท้า กระหม่อม และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจหาระดับแคลเซียม (Calcium) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) เอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase - ALP) และระดับวิตามิน D ในเลือด (25-Hydroxyvitamin D)
  • การตรวจเอกซเรย์ (X-ray): ถ่ายภาพเอกซเรย์บริเวณข้อมือ หัวเข่า หรือกระดูกขา เพื่อดูความหนาแน่นของกระดูก รูปร่างของแนวเชื่อมต่อกระดูก (Growth Plate) ซึ่งเป็นวิธีหลักในการยืนยันโรคกระดูกอ่อน

วิธีดูแลรักษาโรคกระดูกอ่อนและการขาดวิตามิน D ที่ถูกต้อง

การรักษาโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามิน D มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุ ฟื้นฟูความแข็งแรงของกระดูก และป้องกันความพิการถาวร โดยมีแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ดังนี้:

  • การให้วิตามิน D เสริม: กุมารแพทย์จะพิจารณาให้วิตามิน D ในขนาดสูงตามความรุนแรงของอาการ ทั้งในรูปแบบรับประทานหรือรูปแบบฉีด ตามดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทาง
  • การเสริมแคลเซียมและฟอสฟอรัส: ควบคู่กับการให้วิตามิน D เพื่อให้ร่างกายมีวัตถุดิบเพียงพอในการสร้างและซ่อมแซมกระดูก
  • การปรับเปลี่ยนโภชนาการ: แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีวิตามิน D และแคลเซียมสูง เช่น นำนมที่เสริมวิตามิน D ไข่แดง ปลาที่มีไขมันสูง (เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า) และผลิตภัณฑ์จากนม
  • การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด: แพทย์จะนัดตรวจเลือดและเอกซเรย์ซ้ำเป็นระยะ เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษาและปรับปริมาณยาให้เหมาะสม
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาโรคกระดูกอ่อนต้องทำภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อวิตามิน D หรือแคลเซียมขนาดสูงให้เด็กรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะวิตามิน D เกิน ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตและระบบหัวใจได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่มีภาวะกระดูกอ่อนหรือมีความกังวลเรื่องขาโก่ง มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองพึงสังเกต:

  • ห้ามใช้แผ่นดัดขา อุปกรณ์พยุงขา หรือรองเท้าดัดพิเศษตามคำแนะนำที่ไม่มีแหล่งที่มาทางการแพทย์รองรับ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการตามธรรมชาติของข้อต่อและกระดูก
  • ห้ามให้เด็กรับประทานวิตามินเสริมเกินขนาดที่แพทย์กำหนด
  • ห้ามละเลยการพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพตามวัย เพื่อให้กุมารแพทย์คอยประเมินพัฒนาการทางกระดูกอย่างต่อเนื่อง

วิธีป้องกันและการสร้างเสริมสุขภาพกระดูกระยะยาว

การป้องกันโรคกระดูกอ่อนและการเกิดภาวะขาโก่งที่ผิดปกติสามารถทำได้ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์และวัยทารก:

  • การรับวิตามิน D ในมารดาตั้งครรภ์: คุณแม่ตั้งครรภ์ควรมีระดับวิตามิน D ในร่างกายที่เพียงพอ เพื่อส่งต่อสารอาหารที่จำเป็นให้กับทารกในครรภ์
  • การเสริมวิตามิน D ในทารกกินนมแม่: ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและกุมารแพทย์ ทารกที่กินนมแม่ล้วนควรได้รับวิตามิน D เสริมในปริมาณสากล (400 IU ต่อวัน) เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนกว่าเด็กจะรับประทานนมวัวหรืออาหารที่มีวิตามิน D เพียงพอ
  • การรับแสงแดดอย่างปลอดภัย: พาเด็กออกมารับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า (ก่อนเก้าโมงเช้า) หรือช่วงเย็น เป็นเวลาสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง โดยให้ผิวหนังสัมผัสแสงแดดโดยตรงเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยกระบวนการสังเคราะห์วิตามิน D
  • โภชนาการที่สมดุล: เมื่อเด็กเริ่มรับประทานอาหารเสริมตามวัย ควรเน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต ชีส ผักใบเขียว และอาหารที่มีวิตามิน D สูง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลและสังเกตอาการลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจสอบดังนี้:

  • สังเกตลักษณะขาของลูก: เข้าใจว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือนมักมีขาโก่งตามธรรมชาติ แต่หากเกิน 2 ขวบแล้วยังโก่งมาก ขาโก่งข้างเดียว หรือเดินผิดปกติ ควรพบแพทย์
  • ให้ลูกกินวิตามิน D ตามแพทย์สั่ง: หากเป็นทารกกินนมแม่ ควรปรึกษากุมารแพทย์เรื่องการเสริมวิตามิน D ทุกวัน
  • สนับสนุนโภชนาการและแสงแดด: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน D ครบถ้วน พร้อมทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเหมาะสม
  • ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทาง: หากมีความกังวลใจเกี่ยวกับความสูง พัฒนาการเดิน หรือรูปร่างกระดูกของลูก ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down