ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งเพราะขาดวิตามิน D หรือไม่: ไขข้อข้องใจจากกุมารแพทย์

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านมักมีความกังวลใจเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักมีลักษณะขาโก่ง โดยเฉพาะในช่วงวัยทารกและวัยเด็กเล็กที่กำลังหัดยืนหรือหัดเดิน คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์คือ ลูกขาโก่งเพราะขาดวิตามิน D หรือไม่ ในทางการแพทย์ภาวะขาโก่งในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากพัฒนาการตามธรรมชาติของกระดูกและการเจริญเติบโต หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของโรคทางกาย เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ที่มีสาเหตุสำคัญมาจากการขาดวิตามิน D แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส บทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการแสดงที่ต้องสังเกต และแนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้เด็กๆ เติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง

ทำความเข้าใจพัฒนาการของขาลูกน้อย ขาโก่งแบบไหนปกติ แบบไหนผิดปกติ

ในกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ทารกแรกเกิดจนถึงวัยเด็กเล็กจะมีลักษณะรูปร่างของขาที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัด1เรียงตัวของกระดูกและข้อต่อ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็นช่วงวัยได้ดังนี้

  • ช่วงทารกแรกเกิดถึงอายุประมาณหนึ่งปีครึ่ง: เด็กมักมีลักษณะขาโก่งออกด้านข้าง (Bowlegs หรือ Genu Varum) เนื่องจากท่าทางของทารกขณะอยู่ในครรภ์มารดา ลักษณะเช่นนี้ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ปรับตรงขึ้นได้เองเมื่อเด็กเริ่มเดินและมีอายุเข้าสู่ช่วงวัยเตาะแตะ
  • ช่วงอายุประมาณสองปีถึงสามปีครึ่ง: เมื่อกระดูกขาเริ่มปรับตัว เด็กบางคนอาจมีลักษณะขาชนกันแต่หัวเข่าชิดกันและข้อเท้าแยกออกจากกัน (Knock-knees หรือ Genu Valgum) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการตามธรรมชาติที่มักจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่รูปทรงขาตรงได้เองเมื่อเด็กอายุเข้าสู่วัยเรียน

อย่างไรก็ตาม หากลักษณะขาโก่งมีความรุนแรงมาก โก่งข้างเดียวไม่เท่ากัน โก่งผิดรูปอย่างชัดเจน หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตัวเตี้ยผิดปกติ ปวดกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่ภาวะปกติทางกายภาพ แต่อาจเกิดจากโรคทางระบบเมตาบอลิกของกระดูก เช่น โรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามิน D

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก

โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) เป็นภาวะความผิดปกติของการสร้างกระดูกและการสะสมแร่ธาตุที่กระดูก ทำให้เนื้อกระดูกมีความอ่อนนุ่ม ไม่แข็งแรง และอาจเกิดการโค้งงอได้ง่ายภายใต้น้ำหนักตัวของเด็กเอง กลไกหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับวิตามิน D แคลเซียม และฟอสฟอรัสในร่างกาย

วิตามิน D มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไปใช้ในการสร้างและเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน หากร่างกายขาดวิตามิน D ระดับแคลเซียมในเลือดจะลดต่ำลง ร่างกายจึงต้องดึงแคลเซียมออกจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้โครงสร้างกระดูกบางลง อ่อนนุ่ม และเกิดภาวะผิดรูปได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดภาวะขาดวิตามิน D และเสี่ยงต่อโรคกระดูกอ่อน ได้แก่

  • ทารกที่กินนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รับวิตามิน D เสริม: เนื่องจากน้ำนมแม่มีปริมาณวิตามิน D ค่อนข้างน้อย แม้ว่าจะเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่หากแม่ให้นมบุตรมีภาวะขาดวิตามิน D หรือทารกไม่ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ก็อาจทำให้ทารกขาดวิตามิน D ได้
  • การขาดการสัมผัสแสงแดดที่เหมาะสม: ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์วิตามิน D ได้เองที่ผิวหนังเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบีจากแสงแดด เด็กที่อาศัยอยู่ในร่มตลอดเวลา หรือเด็กที่ทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงเป็นประจำ อาจมีความเสี่ยงในการสร้างวิตามิน D ลดลง
  • เด็กที่มีผิวคล้ำ: เม็ดสีเมลานินที่ผิวหนังทำหน้าที่เสมือนครีมกันแดดธรรมชาติ ทำให้เด็กที่มีผิวคล้ำต้องใช้เวลาในการรับแสงแดดนานกว่าเด็กผิวขาวจึงจะสามารถสร้างวิตามิน D ได้ในปริมาณที่เท่ากัน
  • ภาวะความผิดปกติในการดูดซึมสารอาหาร: เช่น โรคตับ โรคไต หรือโรคระบบทางเดินอาหารเรื้อรังบางชนิด ที่ส่งผลต่อการเผาผลาญและการดูดซึมวิตามิน D ของร่างกาย
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเป็นเวลาสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง ครั้งละประมาณสิบถึงสิบห้านาที โดยให้ผิวหนังสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงและระวังไม่ให้ผิวไหม้แดด เป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามิน D ในเด็กได้เป็นอย่างดี

อาการและสัญญาณเตือนของโรคกระดูกอ่อนในเด็ก

อาการของโรคกระดูกอ่อนอาจแสดงออกแตกต่างกันไปตามความรุนแรงและอายุของเด็ก อาการเริ่มแรกมักสังเกตได้ยาก แต่อาจพบว่าเด็กมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เหงื่อออกมากบริเวณศีรษะขณะนอนหลับ และพัฒนาการด้านการนั่งหรือการยืนล่าช้ากว่าเกณฑ์

เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น อาการทางกระดูกจะเริ่มเด่นชัดขึ้น ได้แก่

  • กระดูกขาโก่งงอผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด หรือมีลักษณะขาเคาะเข่ารุนแรง
  • ความหนาตัวบริเวณข้อต่อกระดูก โดยเฉพาะบริเวณข้อมือ ข้อเท้า และซี่โครง
  • กระดูกกะโหลกศีรษะนิ่ม โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย
  • ความล่าช้าในการขึ้นของฟัน หรือฟันผุง่ายเนื่องจากเคลือบฟันไม่แข็งแรง
  • กระดูกสันหลังคด หรือมีอาการเจ็บปวดบริเวณขาและกระดูกสันหลังเมื่อเด็กโตขึ้น

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตพบอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ร่วมกับลักษณะขาโก่ง ควรรีบพาบุตรหลานไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อในทันที

  • ลักษณะขาโก่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือโก่งผิดรูปข้างเดียวอย่างเห็นได้ชัด
  • เด็กมีอาการเจ็บปวดที่ขาจนไม่อยากเดิน หรือเดินกะเพาะอย่างต่อเนื่อง
  • มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างรุนแรง ไม่สามารถชันคอ นั่ง หรือยืนตามเกณฑ์อายุ
  • มีอาการชักเกร็ง หรือมีระดับแคลเซียมในเลือดต่ำจนเกิดภาวะเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • มีอาการหายใจลำบาก หรือซี่โครงยุบตัวผิดรูปซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของปอดและหัวใจ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อเด็กมาพบแพทย์ด้วยความกังวลเรื่องขาโก่งหรือสงสัยภาวะกระดูกอ่อน แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามประวัติการตั้งครรภ์ การเลี้ยงดู ประวัติการรับประทานอาหาร นมที่ดื่ม การรับวิตามินเสริม และประวัติการรับแสงแดด
  • การตรวจร่างกายโดยละเอียด: แพทย์จะทำการตรวจความโค้งงอของกระดูกขา ตรวจความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตรวจความหนาของข้อต่อ และประเมินพัฒนาการโดยรวมของเด็ก
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): เพื่อตรวจระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส และระดับวิตามิน D ในเลือด
  • การเอกซเรย์กระดูก (X-rays): เพื่อดูความหนาแน่นของกระดูก ลักษณะความผิดปกติของแนวการเจริญเติบโตของกระดูก และความโค้งงอภายในโครงสร้างกระดูก

วิธีดูแลรักษาโรคกระดูกอ่อนและการขาดวิตามิน D

เป้าหมายหลักของการรักษาโรคกระดูกอ่อนคือการแก้ไขภาวะการขาดวิตามิน D และแร่ธาตุ ปรับปรุงความแข็งแรงของกระดูก และป้องกันความผิดรูปที่อาจเกิดขึ้นถาวร แนวทางการรักษาประกอบด้วย

  • การเสริมวิตามิน D และแคลเซียม: แพทย์จะพิจารณาให้รับประทานวิตามิน D ในขนาดที่เหมาะสมตามอายุและความรุนแรงของโรค รวมถึงการเสริมแคลเซียมและฟอสฟอรัสตามความจำเป็น
  • การปรับเปลี่ยนโภชนาการ: แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีวิตามิน D และแคลเซียมสูง เช่น ปลาที่มีไขมันดี ไข่แดง นมและผลิตภัณฑ์จากนมที่เสริมวิตามิน D
  • การติดตามผลการรักษา: แพทย์จะนัดติดตามอาการ ตรวจเลือดซ้ำ และตรวจเอกซเรย์เป็นระยะ เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษาและปรับขนาดยาให้เหมาะสม
  • การรักษาภาวะแทรกซ้อน: ในกรณีที่กระดูกมีความผิดรูปมากและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้ออาจพิจารณาแนวทางการรักษาอื่นๆ เช่น การใช้อุปกรณ์ดัดขา หรือการผ่าตัดในรายที่จำเป็น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อวิตามิน D หรืออาหารเสริมแคลเซียมปริมาณสูงให้เด็กรับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากภาวะได้รับวิตามิน D เกินขนาดอาจทำให้เกิดพิษ มีระดับแคลเซียมในเลือดสูง และส่งผลอันตรายต่อไตและอวัยวะภายในของเด็กได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกในระยะยาว

การป้องกันภาวะขาดวิตามิน D และโรคกระดูกอ่อนสามารถทำได้ตั้งแต่ช่วงทารกในครรภ์จนถึงวัยเด็กโต โดยมีแนวปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การดูแลโภชนาการของมารดาตั้งครรภ์: คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามิน D และแคลเซียมอย่างเพียงพอตามคำแนะนำของสูติแพทย์
  • การเสริมวิตามิน D ในทารกกินนมแม่: ตามคำแนะนำของสมาคมกุมารแพทย์ ทารกที่ดื่มนมแม่ล้วนหรือดื่มนมผสมในปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ ควรได้รับวิตามิน D เสริมตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัว
  • การส่งเสริมการทำกิจกรรมกลางแจ้ง: ให้เด็กได้มีโอกาสออกไปสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเวลาที่ปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
  • การรับประทานอาหารที่ครบถ้วน: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน D แคลเซียม และโปรตีนสูง

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแล

อาการขาโก่งในเด็กส่วนใหญ่เป็นพัฒนาการตามธรรมชาติที่สามารถหายได้เองตามอายุ แต่หากมีความผิดปกติที่รุนแรงหรือมีอาการร่วมอื่นๆ อาจเกิดจากโรคกระดูกอ่อนและการขาดวิตามิน D ได้ เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยของบุตรหลาน คุณพ่อผู้ดูแลควรปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้

  • หมั่นสังเกตลักษณะรูปร่างของขาและพัฒนาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรึกษากุมารแพทย์ทันทีเมื่อพบว่าขาโก่งผิดปกติ มีอาการเจ็บปวด หรือพัฒนาการล่าช้า
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการรับประทานวิตามิน D เสริมอย่างเคร่งครัด
  • สนับสนุนให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการวินิจฉัยโรคด้วยตนเองและการซื้ออาหารเสริมให้เด็กรับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down