ความน่ากลัวของอาการไอเสียงก้องในทารกที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน
เมื่อลูกรักตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า หรือมีเสียงฮืดเวลาหายใจเข้า สิ่งเหล่านี้มักสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เป็นพ่อแม่อย่างมาก อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนของโรคครูป (Croup) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อยในเด็กเล็กและทารก องค์การอนามัยโลกและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับโรคนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากหลอดลมและกล่องเสียงของทารกมีความแคบอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการบวมอักเสบจึงทำให้ทางเดินหายใจตีบตันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เด็กหายใจลำบากและอาจเกิดภาวะฉุกเฉินทางเดินหายใจได้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคครูปในเด็กเล็ก
โรคครูป (Croup) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุพบบ่อยที่สุดคือ ไวรัสพาราอินฟลูเอน (Parainfluenza Virus) นอกจากนี้ยังพบได้จากไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) เชื้อไวรัสเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการสูดละอองฝอยจากการไอหรือจาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะบริเวณกล่องเสียง (Larynx) หลอดลมคอ (Trachea) และหลอดลม (Bronchi) กลไกความรุนแรงของโรคเกิดขึ้นเนื่องจากโครงสร้างทางกายวิภาคของทารกและเด็กเล็กมีกระดูกอ่อนของหลอดลมที่นิ่มและขนาดหลอดลมที่เล็กมาก เมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมขึ้นเพียงเล็กน้อย เส้นDผ่าศูนย์กลางของทางเดินหายใจจะลดลงอย่างฮวบฮอบ ทำให้เกิดเสียงหายใจผิดปกติและอาการไอเสียงก้องอันเป็นเอกลักษณ์
ลักษณะอาการและลำดับการดำเนินของโรค
การดำเนินของโรคครูปมักเริ่มต้นจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการเฉพาะตัว โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ และมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ประมาณหนึ่งถึงสองวันก่อนจะมีอาการไอเด่นชัดขึ้น
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: อาการไอจะเปลี่ยนเป็นเสียงก้อง คล้ายเสียงสุนัขเห่าหรือเสียงแมวน้ำ (Barking Cough) มักเป็นมากในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงที่เด็กตื่นนอน เด็กจะมีเสียงแหบ และมีเสียงดังหวีดแหลมขณะหายใจเข้า (Stridor) ซึ่งเกิดจากลมที่ผ่านหลอดลมส่วนบนที่ตีบแคบ
- ระยะฟื้นตัว: อาการไอเสียงก้องและเสียงหายใจผิดปกติจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายในเจ็ดถึงสิบวัน โดยอาการไอธรรมดาอาจหลงเหลืออยู่บ้างในช่วงท้าย
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที
พ่อแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) ต่อไปนี้ ควรรีบนำตัวทารกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที
- หายใจลำบากมาก หายใจเข้าแรงจนหน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋ม
- ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
- น้ำลายไหลยืด กลืนน้ำลายหรือกลืนนมไม่ได้ เนื่องจากเจ็บคอและกล่องเสียงบวมรุนแรง
- เด็กซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือกระสับกระส่าย กระวนกระวายจากการขาดออกซิเจน
- มีไข้สูงมากร่วมกับอาการหอบเหนื่อยที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว
วิธีตรวจวินิจฉัยโรคครูป
เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคครูปโดยอาศัยขั้นตอนดังต่อไปนี้
- การซักประวัติทางการแพทย์: แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการไอ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการรับวัคซีน และการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
- การตรวจร่างกาย: แพทย์จะฟังเสียงหายใจด้วยหูฟังทางการแพทย์ เพื่อประเมินความรุนแรงของเสียง Stridor ฟังเสียงลมหายใจในปอด และสังเกตการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยหายใจ
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการถ่ายภาพรังสี: ในรายที่อาการไม่ชัดเจนหรือต้องการแยกโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาเอกซเรย์คอและทรวงอกเพื่อดูภาพหลอดลมส่วนบนที่อาจตีบแคบลงในลักษณะรูปดินสอเหลา (Steeple Sign) รวมถึงการตรวจเลือดหรือตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยการป้ายน้ำลาย (Swab) ตามความเหมาะสม
การดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน
ในกรณีที่อาการของทารกยังไม่รุนแรง กุมารแพทย์จะมีแนวทางดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นดังนี้
- การสร้างความสงบให้แก่เด็ก: ความเครียด การร้องไห้ และความกลัวจะทำให้กล่องเสียงยิ่งหดเกร็งและบวมมากขึ้น การอุ้มปลอบโยนให้เด็กสงบและรู้สึกปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
- การสัมผัสอากาศชื้น: การพาเด็กไปอยู่ในห้องน้ำที่มีไอน้ำอุ่นจากการเปิดฝักบัว หรือการใช้เครื่องทำไอระเหย (Humidifier) จะช่วยลดอาการระคายเคืองและช่วยให้เยื่อบุหลอดลมยุบตัวลงได้
- การให้อุณหภูมิอากาศเย็น: ในบางกรณี การพาเด็กออกไปรับอากาศเย็นยามค่ำคืนชั่วครู่สามารถช่วยลดอาการบวมของหลอดลมได้เช่นกัน
- การดูแลเรื่องภาวะขาดน้ำ: ควรให้ทารกกินนมแม่หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะมีความชุ่มชื้น ขับออกได้ง่ายขึ้น
การรักษาทางการแพทย์โดยกุมารแพทย์
หากเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค ได้แก่
- ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids): เช่น เดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) หรือ prednisolone เพื่อลดอาการอักเสบและบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
- ยาพ่นละอองยาอิพิเนฟริน (Nebulized Epinephrine): สำหรับเด็กที่มีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงหรือมีเสียง Stridor ขณะพักผ่อน ยานี้จะช่วยให้หลอดลมขยายตัวและลดอาการบวมได้อย่างเร่งด่วนภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์และพยาบาล
- การให้อิเจนเสริม: ในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน แพทย์จะทำการให้อิเจนผ่านทางสายยางหรือหน้ากากอนามัย
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลทารก
การจัดการกับอาการเจ็บป่วยในทารกต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด สิ่งที่ผู้ปกครองต้องพึงระวังและห้ามทำเด็ดขาด มีดังนี้
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็ก: การให้ยาแอสไพรินแก่เด็กที่ติดเชื้อไวรัสมีความเสี่ยงสูงมากในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมอง อาจอันตรายถึงชีวิต
- การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ควรใช้เพื่อลดไข้ตามขนาดยาที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวเด็กคูณสิบถึงสิบห้าสิลลิกรัม (10-15 mg/kg) ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น ห้ามคำนวณขนาดยาตามอายุโดยไม่ดูน้ำหนักตัวจริง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง: เนื่องจากโรคครูปส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคแต่อย่างใด และยังอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคครูปสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
- การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี
- การดูแลโภชนาการและพักผ่อน: ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
1. สังเกตอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า หรือเสียงหายใจหวีดแหลม Stridor
2. ตั้งสติและอุ้มเด็กให้สงบ หลีกเลี่ยงการทำให้เด็กตื่นกลัวหรือร้องไห้หนัก
3. นำเด็กไปรับไอน้ำอุ่นในห้องน้ำ หรือให้ดื่มน้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
4. วัดไข้และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ห้ามใช้แอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเอง
5. รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือซึมลง