ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความน่ากลัวของอาการไอเสียงก้องในทารกที่พ่อแม่ต้องรู้ทัน

เมื่อลูกรักตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า หรือมีเสียงฮืดเวลาหายใจเข้า สิ่งเหล่านี้มักสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เป็นพ่อแม่อย่างมาก อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนของโรคครูป (Croup) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อยในเด็กเล็กและทารก องค์การอนามัยโลกและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับโรคนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากหลอดลมและกล่องเสียงของทารกมีความแคบอยู่แล้ว เมื่อเกิดอาการบวมอักเสบจึงทำให้ทางเดินหายใจตีบตันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เด็กหายใจลำบากและอาจเกิดภาวะฉุกเฉินทางเดินหายใจได้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคครูปในเด็กเล็ก

โรคครูป (Croup) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุพบบ่อยที่สุดคือ ไวรัสพาราอินฟลูเอน (Parainfluenza Virus) นอกจากนี้ยังพบได้จากไวรัสชนิดอื่น เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) และไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) เชื้อไวรัสเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการสูดละอองฝอยจากการไอหรือจาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะบริเวณกล่องเสียง (Larynx) หลอดลมคอ (Trachea) และหลอดลม (Bronchi) กลไกความรุนแรงของโรคเกิดขึ้นเนื่องจากโครงสร้างทางกายวิภาคของทารกและเด็กเล็กมีกระดูกอ่อนของหลอดลมที่นิ่มและขนาดหลอดลมที่เล็กมาก เมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมขึ้นเพียงเล็กน้อย เส้นDผ่าศูนย์กลางของทางเดินหายใจจะลดลงอย่างฮวบฮอบ ทำให้เกิดเสียงหายใจผิดปกติและอาการไอเสียงก้องอันเป็นเอกลักษณ์

ลักษณะอาการและลำดับการดำเนินของโรค

การดำเนินของโรคครูปมักเริ่มต้นจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการเฉพาะตัว โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น: เด็กจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ และมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ประมาณหนึ่งถึงสองวันก่อนจะมีอาการไอเด่นชัดขึ้น
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด: อาการไอจะเปลี่ยนเป็นเสียงก้อง คล้ายเสียงสุนัขเห่าหรือเสียงแมวน้ำ (Barking Cough) มักเป็นมากในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงที่เด็กตื่นนอน เด็กจะมีเสียงแหบ และมีเสียงดังหวีดแหลมขณะหายใจเข้า (Stridor) ซึ่งเกิดจากลมที่ผ่านหลอดลมส่วนบนที่ตีบแคบ
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไอเสียงก้องและเสียงหายใจผิดปกติจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายในเจ็ดถึงสิบวัน โดยอาการไอธรรมดาอาจหลงเหลืออยู่บ้างในช่วงท้าย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

พ่อแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flags) ต่อไปนี้ ควรรีบนำตัวทารกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

  • หายใจลำบากมาก หายใจเข้าแรงจนหน้าอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือไหปลาร้าบุ๋ม
  • ริมฝีปาก ปลายมือ หรือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • น้ำลายไหลยืด กลืนน้ำลายหรือกลืนนมไม่ได้ เนื่องจากเจ็บคอและกล่องเสียงบวมรุนแรง
  • เด็กซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือกระสับกระส่าย กระวนกระวายจากการขาดออกซิเจน
  • มีไข้สูงมากร่วมกับอาการหอบเหนื่อยที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีอาการหายใจเสียงดัง Stridor แม้ในขณะพักผ่อนหรือไม่ได้ร้องไห้ ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

วิธีตรวจวินิจฉัยโรคครูป

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคครูปโดยอาศัยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การซักประวัติทางการแพทย์: แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการไอ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการรับวัคซีน และการสัมผัสผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ
  • การตรวจร่างกาย: แพทย์จะฟังเสียงหายใจด้วยหูฟังทางการแพทย์ เพื่อประเมินความรุนแรงของเสียง Stridor ฟังเสียงลมหายใจในปอด และสังเกตการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยหายใจ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการถ่ายภาพรังสี: ในรายที่อาการไม่ชัดเจนหรือต้องการแยกโรคติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาเอกซเรย์คอและทรวงอกเพื่อดูภาพหลอดลมส่วนบนที่อาจตีบแคบลงในลักษณะรูปดินสอเหลา (Steeple Sign) รวมถึงการตรวจเลือดหรือตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยการป้ายน้ำลาย (Swab) ตามความเหมาะสม

การดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

ในกรณีที่อาการของทารกยังไม่รุนแรง กุมารแพทย์จะมีแนวทางดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นดังนี้

  • การสร้างความสงบให้แก่เด็ก: ความเครียด การร้องไห้ และความกลัวจะทำให้กล่องเสียงยิ่งหดเกร็งและบวมมากขึ้น การอุ้มปลอบโยนให้เด็กสงบและรู้สึกปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
  • การสัมผัสอากาศชื้น: การพาเด็กไปอยู่ในห้องน้ำที่มีไอน้ำอุ่นจากการเปิดฝักบัว หรือการใช้เครื่องทำไอระเหย (Humidifier) จะช่วยลดอาการระคายเคืองและช่วยให้เยื่อบุหลอดลมยุบตัวลงได้
  • การให้อุณหภูมิอากาศเย็น: ในบางกรณี การพาเด็กออกไปรับอากาศเย็นยามค่ำคืนชั่วครู่สามารถช่วยลดอาการบวมของหลอดลมได้เช่นกัน
  • การดูแลเรื่องภาวะขาดน้ำ: ควรให้ทารกกินนมแม่หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะมีความชุ่มชื้น ขับออกได้ง่ายขึ้น

การรักษาทางการแพทย์โดยกุมารแพทย์

หากเด็กเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค ได้แก่

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids): เช่น เดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) หรือ prednisolone เพื่อลดอาการอักเสบและบวมของเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ยาพ่นละอองยาอิพิเนฟริน (Nebulized Epinephrine): สำหรับเด็กที่มีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงหรือมีเสียง Stridor ขณะพักผ่อน ยานี้จะช่วยให้หลอดลมขยายตัวและลดอาการบวมได้อย่างเร่งด่วนภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์และพยาบาล
  • การให้อิเจนเสริม: ในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน แพทย์จะทำการให้อิเจนผ่านทางสายยางหรือหน้ากากอนามัย
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกบางชนิดในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่าสองปีโดยเด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้อาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขึ้นและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ การให้ยาใดๆ ควรอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์เท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลทารก

การจัดการกับอาการเจ็บป่วยในทารกต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด สิ่งที่ผู้ปกครองต้องพึงระวังและห้ามทำเด็ดขาด มีดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็ก: การให้ยาแอสไพรินแก่เด็กที่ติดเชื้อไวรัสมีความเสี่ยงสูงมากในการเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมอง อาจอันตรายถึงชีวิต
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ควรใช้เพื่อลดไข้ตามขนาดยาที่ถูกต้องคือน้ำหนักตัวเด็กคูณสิบถึงสิบห้าสิลลิกรัม (10-15 mg/kg) ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น ห้ามคำนวณขนาดยาตามอายุโดยไม่ดูน้ำหนักตัวจริง
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง: เนื่องจากโรคครูปส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคแต่อย่างใด และยังอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคครูปสามารถทำได้โดยการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

  • การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: พาบุตรหลานมารับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามกำหนดของกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมกุมารแพทย์ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดี
  • การดูแลโภชนาการและพักผ่อน: ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า หรือเสียงหายใจหวีดแหลม Stridor
2. ตั้งสติและอุ้มเด็กให้สงบ หลีกเลี่ยงการทำให้เด็กตื่นกลัวหรือร้องไห้หนัก
3. นำเด็กไปรับไอน้ำอุ่นในห้องน้ำ หรือให้ดื่มน้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
4. วัดไข้และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ห้ามใช้แอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเอง
5. รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือซึมลง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down