ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เสียงไอดังก้องระฆังหรือเสียงสุนัขเห่าสัญญาณเตือนโรคครูป

อาการไอของเด็กเล็กเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักพบเจอได้บ่อย แต่หากลูกน้อยมีลักษณะการไอที่แปลกไป เช่น การไอเสียงก้องคล้ายเสียงเห่าของสุนัข หรือมีเสียงดังหวีดเวลาหายใจเข้า สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคครูป (Croup) ซึ่งเป็นภาวะการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนที่พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี ภาวะนี้อาจสร้างความตกใจให้กับผู้ดูแลเป็นอย่างมากเนื่องจากเสียงไอที่ฟังดูน่ากลัวและอาการหายใจลำบากที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในเวลากลางคืน การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคครูปจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือและช่วยเหลือลูกน้อยได้อย่างทันท่วงทีก่อนเกิดภาวะวิกฤตทางเดินหายใจ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคครูป

โรคครูป (Croup) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเชื้อที่เป็นสาเหตุหลักกว่าแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์คือ ไวรัสพาราอินฟลูเอน (Parainfluenza Virus) นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้ออื่นๆ ร่วมด้วยได้ เช่น ไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV), อะดีโนไวรัส (Adenovirus) หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) เชื้อไวรัสเหล่านี้จะเข้าไปโจมตีบริเวณกล่องเสียง (Larynx) และท่อลม (Trachea) ทำให้เกิดอาการบวมอักเสบ

เมื่อเนื้อเยื่อบริเวณกล่องเสียงและเส้นเสียงเกิดการบวมโต จะส่งผลให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนตีบแคบลง กลไกนี้ทำให้เวลาที่เด็กหายใจเข้า อากาศจะต้องผ่านช่องแคบๆ นี้ เกิดเป็นเสียงดังหวีดที่เรียกว่าอาการเสียงฮืด (Stridor) และเมื่อลมผ่านเส้นเสียงที่บวมอักเสบ เสียงร้องหรือเสียงไอจึงเปลี่ยนเป็นเสียงก้องกังวานคล้ายเสียงสุนัขเห่าหรือเสียงแมวน้ำ โรคนี้มักติดต่อผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอหรือจามของผู้ติดเชื้อ หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคแล้วนำมือเข้าปาก มักระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว

อาการสำคัญและลำดับขั้นการดำเนินโรค

การดำเนินของโรคครูปมักเริ่มต้นจากอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการเฉพาะตัว โดยสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Prodromal Stage): เด็กจะมีอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ มีไข้ต่ำๆ และซึมลงเล็กน้อย ซึ่งอาจกินเวลาหนึ่งถึงสองวันก่อนจะมีอาการไอ
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Active Stage): อาการมักจะกำเริบหนักในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงดึก เด็กจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการไอเสียงก้องเหมือนสุนัขเห่า (Barking Cough) เสียงแหบ และมีเสียงหายใจดังหวีด (Stridor) ขณะหายใจเข้า อาการเหล่านี้อาจทำให้เด็กตื่นตระหนก ร้องไห้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงและอาการแย่ลงไปอีก
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage): อาการไอเสียงก้องและเสียงหวีดจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปภายในสามถึงเจ็ดวัน โดยอาการไอมักจะเปลี่ยนกลับมาเป็นอาการไอแบบมีเสมหะธรรมดาก่อนจะหายสนิท
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการของโรคครูปมักจะดูรุนแรงขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงเวลากลางดึก ผู้ปกครองควรตั้งสติ จัดท่าให้เด็กนั่งราบหรืออยู่ในอ้อมกอดให้อยู่ในความสงบ เพราะการร้องไห้งอแงจะยิ่งทำให้หลอดลมตีบแคบลงและหายใจลำบากมากขึ้น

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ที่มีอาการครูปจะสามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ แต่มีผู้ป่วยบางรายที่อาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นเฉียบพลัน ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ผู้ปกครองต้องสังเกตสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการเหล่านี้ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจหอบแรง อัตราการหายใจเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
  • มีอาการหายใจลำบากจนหน้าอกบุ๋ม (Chest Indrawing) บริเวณใต้ซี่โครง คอหอย หรือไหปลาร้าเวลารับอากาศเข้า
  • มีอาการเขียวคล้ำบริเวณริมฝีปาก ปลายมือ และปลายเท้า (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
  • มีน้ำลายไหลยืด กลืนน้ำลายหรือกลืนนมไม่ได้ เนื่องจากเจ็บคอมากหรือหลอดลมอุดตัน
  • มีเสียงหายใจดังหวีด (Stridor) แม้ในขณะที่เด็กนอนหลับพักผ่อนโดยไม่ได้ร้องไห้
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือหมดสติ
  • ไข้สูงมากและอาการไม่ดีขึ้นหลังจากพยายามปฐมพยาบาลเบื้องต้น

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในโรงพยาบาล

เมื่อเดินทางมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคครูปเป็นหลักจากอาการทางคลินิกและการซักประวัติลักษณะการไอ รวมถึงการฟังเสียงหายใจด้วยเครื่องฟังตรวจ (Stethoscope) โดยทั่วไปแพทย์อาจไม่ต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมหากอาการไม่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือแพทย์ต้องการแยกโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการใกล้เคียงกันออกไป เช่น โรคคอตีบ (Diphtheria) หรือการมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในทางเดินหายใจ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมดังนี้

  • การเอกซเรย์คอส่วนบนและทรวงอก (Neck and Chest X-ray) เพื่อดูความตีบแคบของหลอดลม ซึ่งในโรคครูปมักจะพบบริเวณที่เรียกว่า Steeple Sign หรือลักษณะทางเดินหายใจที่แคบลงเหมือนยอดโบสถ์
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีป้ายจมูก (Viral Swab หรือ Rapid Antigen Test) ในกรณีที่ต้องการยืนยันชนิดของเชื้อไวรัส
  • การตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อและการทำงานของอวัยวะต่างๆ

วิธีรักษาทางการแพทย์และการดูแลที่บ้านอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคครูปจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการเป็นสำคัญ โดยแบ่งแนวทางปฏิบัติออกเป็นการรักษาโดยแพทย์และการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน ดังนี้

การรักษาทางการแพทย์

สำหรับเด็กที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง แพทย์อาจให้การรักษาด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids): เช่น ยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) หรือ prednisolone เพื่อช่วยลดอาการบวมอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ยานี้มีความสำคัญมากและช่วยลดความจำเป็นในการนอนโรงพยาบาลได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การพ่นยาอะดรีนาลีน (Nebulized Epinephrine): สำหรับเด็กที่มีอาการรุนแรง หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีดแม้ในขณะพักผ่อน แพทย์จะทำการพ่นยาอะดรีนาลีนผ่านเครื่องพ่นละอองยา เพื่อให้หลอดลมขยายตัวและยุบบวมอย่างรวดเร็ว แต่อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้จึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • การให้ออกซิเจนเสริม: ในรายที่มีภาวะพร่องออกซิเจน

การดูแลและการพยาบาลเบื้องต้นที่บ้าน

สำหรับเด็กที่มีอาการน้อย ไม่มีภาวะหายใจลำบาก สามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้

  • ให้อากาศชื้น (Cool Mist Humidifier): การพาเด็กไปนั่งในห้องน้ำที่มีไอน้ำอุ่นจากการเปิดฝักบัว หรือการพาออกไปรับอากาศเย็นยามค่ำคืนชั่วครู่ สามารถช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงได้
  • การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะมีความเหนียวลดลง
  • การเช็ดตัวลดไข้และการให้ยา: หากมีไข้ร่วมด้วย สามารถเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดความร้อนในร่างกาย
คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลเด็กที่เป็นโรคครูปคือความใจเย็น พยายามปลอบประโลมลูกให้ผ่อนคลายและหยุดร้องไห้ เพราะความตื่นตระหนกและการร้องไห้จะกระตุ้นให้ทางเดินหายใจที่บวมอยู่แล้วยิ่งตีบแคบลงไปอีก ส่งผลให้อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กป่วย

ในการดูแลทารกและเด็กเล็กที่มีอาการไอและไข้ มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องใส่ใจอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของเด็ก

  • ห้ามให้เด็กกินยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสมีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Rye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมอง อาจอันตรายถึงชีวิต
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ควรใช้อย่างถูกต้องตามน้ำหนักตัวของเด็ก โดยขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้หรือปวด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: เนื่องจากโรคครูปส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรค และอาจส่งผลเสียทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคต
  • ระวังการใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกในเด็กเล็ก: ยาแก้ไอบางชนิดอาจทำให้เด็กขับเสมหะออกได้ยากขึ้นและอุดGกั้นทางเดินหายใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เสมอ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากโรคครูปเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของเด็กให้แข็งแรง

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทั้งตัวผู้ปกครองและเด็ก เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด: ในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนหนาแน่น
  • การรับวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน: แม้จะไม่มีวัคซีนป้องกันโรคครูปโดยตรง แต่การรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ประจำปี และวัคซีนเสริมอื่นๆ ตามคำแนะนำของกุมารแพทย์ จะช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจได้
  • การเลี้ยงดูที่เหมาะสม: ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน ดื่มนมแม่ในวัยทารก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เช็คลิสต์การปฏิบัติสำหรับผู้ดูแลเมื่อลูกไอเสียงก้อง:
  • ตั้งสติและปลอบประโลมเด็กให้อยู่ในความสงบ งดการทำให้เด็กตกใจหรือร้องไห้
  • สังเกตลักษณะการหายใจอย่างใกล้ชิด มีอาการหายใจหอบหรืออกบุ๋มหรือไม่
  • จัดให้เด็กอยู่ในท่านั่งหรือศีรษะสูงเพื่อช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
  • ให้เด็กจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้นและลดความเหนียวของเสมหะ
  • ประเมินอาการร่วมกับไข้ และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
  • หากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย ปากเขียว หรือซึมลง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down