รู้จักโรคครูปในทารก เมื่อลูกไอแปลกจนน่าตกใจ
การที่ลูกน้อยเริ่มมีอาการไอเสียงก้องเหมือนเสียงสุนัขเห่า (Barking cough) หรือมีเสียงแหบพร่าในขณะที่หายใจเข้า มักสร้างความตื่นตระหนกให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณคลาสสิกของโรคครูป (Croup) ซึ่งเป็นภาวะการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะบริเวณกล่องเสียงและหลอดลม อาการนี้มักพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี เนื่องจากขนาดทางเดินหายใจของเด็กกลุ่มนี้ยังมีขนาดเล็ก หากเกิดการบวมเพียงเล็กน้อยก็จะส่งผลให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการเสียงหวีดหรือไอเสียงก้องที่เป็นเอกลักษณ์
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
โรคครูปส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสกลุ่มพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza virus) ซึ่งติดต่อผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อโรค หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อแล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้า กลไกสำคัญของโรคคือเมื่อไวรัสเข้าสู่ทางเดินหายใจ จะก่อให้เกิดการอักเสบและบวมบริเวณใต้กล่องเสียง (Subglottic area) ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดของทางเดินหายใจเด็ก เมื่ออากาศไหลผ่านบริเวณที่บวมนี้ จึงเกิดเป็นเสียงไอที่ฟังดูแหบและก้องคล้ายเสียงสัตว์เห่า หรือเสียงหายใจดังวี๊ดขณะสูดลมเข้าที่เรียกว่า สไตรเดอร์ (Stridor)
ลำดับอาการจากระยะเริ่มต้นสู่ระยะวิกฤต
อาการของโรคครูปมักเริ่มจากอาการหวัดทั่วไป เช่น มีน้ำมูก คัดจมูก และไข้ต่ำๆ หลังจากนั้น 1 ถึง 2 วัน อาการไอเสียงก้องจะชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่อากาศเย็น ความชื้นต่ำมักกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น ระยะเวลาของโรคโดยส่วนใหญ่มักมีอาการรุนแรงอยู่ประมาณ 3 ถึง 5 วัน ก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
- ลูกมีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม หรือซี่โครงบานขณะหายใจ
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มมีสีคล้ำ (เขียว) เนื่องจากขาดออกซิเจน
- ลูกซึมลง ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำอย่างต่อเนื่อง
- มีอาการน้ำลายไหลตลอดเวลา หรือกลืนลำบาก
- เสียงสไตรเดอร์ (Stridor) ดังชัดเจนแม้ในขณะที่ลูกอยู่นิ่งๆ
วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษา
กุมารแพทย์จะวินิจฉัยโรคครูปจากการซักประวัติและดูลักษณะการไอเป็นหลัก ในกรณีที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาเอกซเรย์คอ (Neck X-ray) เพื่อดูความตีบของทางเดินหายใจ หรือตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีสวอบ (Swab) หากสงสัยภาวะติดเชื้ออื่นร่วมด้วย การรักษาหลักจะมุ่งเน้นที่การลดอาการบวมของทางเดินหายใจ เช่น การให้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroids) แบบกินหรือพ่นยา เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว สำหรับกรณีที่อาการรุนแรงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาอะดรีนาลีนแบบพ่น (Nebulized Epinephrine) ร่วมกับการให้ออกซิเจนเสริมในโรงพยาบาล
การดูแลรักษาลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกวิธี
เมื่อลูกมีอาการไอเสียงก้องไม่รุนแรง คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลเบื้องต้นได้ดังนี้:
- ให้ลูกอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและมีความชื้นเหมาะสม
- หากลูกมีไข้ สามารถให้ยาพาราเซตามอลตามน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) ทุก 4-6 ชั่วโมง
- ดูแลให้ลูกได้รับน้ำอย่างเพียงพอเพื่อลดความเหนียวของเสมหะ
- งดการใช้ยาแก้ไอโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้เสมหะคั่งค้างในทางเดินหายใจ
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีในครอบครัว หมั่นล้างมือให้สะอาดและบ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปอยู่ในที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้การให้วัคซีนพื้นฐานตามกำหนดอย่างครบถ้วน รวมถึงวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี ยังช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อซ้ำซ้อนที่อาจทำให้อาการของโรคครูปรุนแรงขึ้นได้
สรุปสิ่งที่พ่อแม่ต้องสังเกต
- หากลูกไอเสียงสุนัขเห่า ให้ตั้งสติและสังเกตจังหวะการหายใจ
- ห้ามให้ลูกนอนในห้องที่แห้งเกินไป ความชื้นช่วยบรรเทาอาการได้
- หากพบอาการหายใจลำบาก หรือลูกดูเพลียผิดปกติ อย่ารอช้าที่จะพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอาการอย่างละเอียด