ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกไอเสียงก้องเหมือนเสียงสุนัขเห่า: รู้จักกับโรคครูป (Croup) และความตระหนกยามดึก

ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ เสียงร้องไห้หรือเสียงไอของลูกน้อยอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่สะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ยิ่งหากเสียงไอนั้นมีความแปลกประหลาด ฟังดูแหบพร่า ก้องกังวาน คล้ายเสียงเห่าของสุนัข หรือเสียงแมวน้ำร้อง พร้อมกับมีอาการหายใจมีเสียงดังวี้ด (Stridor) ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองเป็นอย่างมาก อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนคลาสสิกของโรคครูป (Croup) ซึ่งเป็นภาวะการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อยในเด็กเล็ก และมักจะแสดงอาการเด่นชัดในยามวิกาล

ในฐานะกุมารแพทย์ การทำความเข้าใจถึงธรรมชาติของโรค กลไกการเกิดอาการ และการรับมืออย่างถูกวิธีในยามฉุกเฉิน จะช่วยลดความตื่นตระหนกและช่วยชีวิตเด็กน้อยจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคครูป

โรคครูป (Croup) หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า ลาริงโกทราไคติส (Laryngotracheitis) เป็นการอักเสบของกล่องเสียง (Larynx) และท่อลม (Trachea) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักกว่าร้อยละ 80 คือ ไวรัสพารากรลูเอนซา (Parainfluenza Virus) นอกจากนี้ยังพบได้จากไวรัสชนิดอื่น เช่น อาร์เอสวี (RSV) อินฟลูเอนซา (Influenza) และอะดีโนไวรัส (Adenovirus)

กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เชื้อไวรัสเข้าสู่เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เกิดอาการบวมแดงและมีการอักเสบ บริเวณใต้เส้นเสียง (Subglottic area) ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุดของทางเดินหายใจในเด็ก จะเกิดอาการบวมได้ง่ายเป็นพิเศษ เมื่อลมหายใจผ่านบริเวณที่แคบและบวมนี้ จึงทำให้เกิดเสียงไอที่ก้องกังวานเหมือนสุนัขเห่า และทำให้เกิดเสียงหายใจดังผิดปกติขณะที่เด็กหายใจเข้า

โรคนี้มักพบในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 3 ปี เนื่องจากโครงสร้างกระดูกอ่อนของหลอดลมในวัยนี้ยังนิ่มและมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการอุดกั้นได้ง่าย อาการมักแพร่กระจายได้ผ่านทางการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรคครูป

อาการของโรคครูปมักจะเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายโรคหวัดธรรมดา ก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการเฉพาะตัวในช่วงเวลากลางคืน โดยสามารถแบ่งระยะของอาการได้ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Prodromal Phase): เด็กจะมีอาการน้ำูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ และมีไข้ต่ำๆ คล้ายไข้หวัดทั่วไป นานประมาณ 1 ถึง 3 วัน
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (Active Phase): อาการมักกำเริบอย่างรวดเร็วในเวลากลางคืนขณะนอนหลับ เด็กจะมีอาการไอเสียงก้องเหมือนสุนัขเห่า (Barking Cough) เสียงแหบ (Hoarseness) และมีเสียงหายใจเข้าดังวี้ดหรือเสียงครืดคราดที่เรียกว่า สตริเดอร์ (Stridor) หากเด็กร้องไห้หรือตื่นตระหนก อาการจะยิ่งรุนแรงขึ้นเนื่องจากทางเดินหายใจหดเกร็งมากขึ้น
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase): อาการไอและเสียงแหบจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 3 ถึง 7 วัน โดยอาการมักจะแย่ลงในช่วง 2 คืนแรกแล้วค่อยๆ ทุเลาลง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการไอเสียงก้องในโรคครูปมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันกลางดึก ทำให้เด็กตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจและร้องไห้ ซึ่งการร้องไห้จะยิ่งทำให้อาการบวมที่กล่องเสียงแย่ลงไปอีก ผู้ปกครองจึงต้องตั้งสติและพยายามปลอบประโลมเด็กให้สงบลงโดยเร็วที่สุด

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ที่มีอาการโรคครูปจะสามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้หายเอง แต่มีเด็กส่วนน้อยที่อาการอาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นรุนแรง ผู้ปกครองต้องสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการดังต่อไปนี้ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

  • หายใจลำบากอย่างรุนแรง: มีอาการหายใจเหนื่อยหอบ หายใจเร็วปีกจมูกบาน
  • อกบุ๋ม ท้องบุ๋ม: เวลาหายใจเข้า สังเกตเห็นผิวหนังบริเวณซี่โครง คอ หรือลิ้นปี่บุ๋มลงไปอย่างชัดเจน
  • มีเสียงหายใจดังวี้ดตลอดเวลา: แม้ว่าเด็กจะไม่ได้ร้องไห้หรือนอนหลับพักผ่อน ก็ยังได้ยินเสียงหายใจดังวี้ด (Stridor at rest)
  • ริมฝีปาก เล็บ หรือผิวหนังเขียวคล้ำ (Cyanosis): แสดงถึงภาวะร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • น้ำลายไหลหรือกลืนลำบาก: เด็กไม่สามารถกลืนน้ำลายตนเองได้ มีอาการซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือไม่ยอมดื่มนมและน้ำ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคครูปเป็นหลักจากอาการทางคลินิกและการซักประวัติลักษณะเสียงไอร่วมกับการฟังเสียงหายใจ โดยทั่วไปในเด็กที่มีอาการไม่รุนแรง อาจไม่จำเป็นต้องทำการตรวจเพิ่มเติมพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ในรายที่มีอาการรุนแรงหรือแพทย์ต้องการแยกโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น การมีสิ่งแปลกปลอมติดคอ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลัน (Epiglottitis) หรือโรคคอตีบ (Diphtheria) แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ดังนี้

  • การเอกซเรย์คอและทรวงอก (Neck and Chest X-ray): เพื่อดูความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนบน ในผู้ป่วยโรคครูปมักพบลักษณะแคบลงของท่อลมส่วนใต้เส้นเสียง เรียกว่า สตี ไซน์ (Steeple sign)
  • การตรวจเลือด: เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อหรือความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • การตรวจหาเชื้อไวรัส: เช่น การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งทางจมูก เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสจำเพาะ เช่น อาร์เอสวี หรืออินฟลูเอนซา

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการปฐมพยาบาลยามดึก

เมื่อลูกน้อยเกิดอาการไอเสียงก้องเหมือนสุนัขเห่าในยามวิกาล สิ่งที่ผู้ปกครองสามารถปฏิบัติเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนไปพบแพทย์ มีดังนี้

คำแนะนำจากคุณหมอ: การพาเด็กรับอากาศเย็นหรือความชื้นสามารถช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงได้ดี วิธีการยอดนิยมคือการพาเด็กไปยืนสูดละอองไอน้ำในห้องน้ำที่เปิดฝักบัวน้ำอุ่นให้เกิดไอระเหย หรือการพาเด็กออกมารับอากาศเย็นยามค่ำคืนสักครู่ จะช่วยให้ทางเดินหายใจยุบตัวและหายใจได้โล่งขึ้น
  • ตั้งสติและปลอบโยน: ความกลัวและการร้องไห้จะทำให้หลอดลมยิ่งหดเกร็งและบวมมากขึ้น การอุ้มกอดให้เด็กสงบลงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
  • ให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ: ช่วยให้ชุ่มคอและลดความเหนียวข้นของเสมหะ
  • การรักษาทางการแพทย์: แพทย์อาจพิจารณาให้ยา corticosteroids ชนิดรับประทานหรือพ่น เพื่อลดอาการบวมของทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว (เช่น Dexamethasone หรือ Budesonide) และในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจให้พ่นยา Adrenaline ร่วมด้วยเพื่อขยายทางเดินหายใจ
  • การใช้ยาลดไข้: หากมีไข้ร่วมด้วย สามารถให้รับประทานยาพาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลเด็กที่เป็นโรคครูปมีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ดังนี้

  • ห้ามใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกเองโดยพลการ: ยาแก้ไอส่วนใหญ่ในเด็กเล็กไม่แนะนำให้ใช้เนื่องจากอาจกดการหายใจ และอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นขับออกยากขึ้น
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: เนื่องจากโรคครูปส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา
  • ระวังการใช้ยาแอสไพรินในเด็ก: ห้ามให้ยาแอสไพรินเด็ดขาดในเด็กที่มีไข้ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • การใช้ยาลดไข้กลุ่มไอบูโพรเฟน: ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ในเด็กที่มีภาวะขาดน้ำหรือมีปัญหาเรื่องการทำงานของไต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เนื่องจากโรคครูปเกิดจากการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ การป้องกันจึงเน้นไปที่การลดความเสี่ยงในการรับเชื้อและการเสริมสร้างสุขภาพภูมิคุ้มกันโดยรวมของเด็ก

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้เด็กและผู้ดูแลบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจ
  • การรับวัคซีนตามวัย: แม้จะไม่มีวัคซีนป้องกันโรคครูปโดยตรง แต่การรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ประจำปี และวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออื่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อทางเดินหายใจรวมถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคครูปได้
  • การสร้างเสริมสุขภาพ: ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายมีความแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อโรค

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติเมื่อลูกเป็นโรคครูปยามดึก:
  • 1. ตั้งสติ อุ้มเด็กขึ้นมาปลอบโยนไม่ให้ร้องไห้ เพื่อป้องกันหลอดลมบวมเพิ่มขึ้น
  • 2. พาไปรับไอน้ำอุ่นในห้องน้ำ หรือพาออกมารับอากาศเย็นภายนอกบ้านสักครู่เพื่อให้ทางเดินหายใจคลายตัว
  • 3. ให้เด็กจิบน้ำอุ่นบ่อยๆ และเช็ดตัวลดไข้หากมีไข้ร่วมด้วย
  • 4. สังเกตอาการอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา โดยเฉพาะลักษณะการหายใจ
  • 5. รีบพาไปโรงพยาบาลทันทีหากพบสัญญาณอันตราย เช่น หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ปากเขียว หรือซึมลง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down