“คุณหมอครับ ลูกมีไข้สูง ซึมลง ไม่ยอมเล่นเลย หายใจก็ดูเหนื่อยๆ แบบนี้อันตรายไหมครับ?”
คำถามเหล่านี้มักมาพร้อมกับความกังวลใจของพ่อแม่ เมื่อลูกน้อยป่วยด้วยโรคมือเท้าปาก โรคที่ดูเหมือนจะพบบ่อยและส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง แต่ในบางราย โดยเฉพาะเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) หรือคอกซากีไวรัสบางสายพันธุ์ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ สิ่งที่เราในฐานะกุมารแพทย์เป็นห่วงที่สุดคือ เมื่อโรคมือเท้าปากเริ่มแสดงสัญญาณเตือนของภาวะวิกฤต ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก หรือ PICU (Pediatric Intensive Care Unit) เพราะนั่นคือหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับโรคร้ายและช่วยชีวิตลูกน้อยของคุณ
เกณฑ์การพิจารณาในการรับผู้ป่วยโรคมือเท้าปากเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก (PICU)
การตัดสินใจนำผู้ป่วยโรคมือเท้าปากเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผื่นหรือตุ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินจากสัญญาณเตือนทางคลินิกที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของอวัยวะสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้แก่:
- ภาวะทางระบบประสาทผิดปกติ:
- ซึมลง ไม่ตอบสนอง หรือตื่นตัวผิดปกติ
- ชัก
- กล้ามเนื้อกระตุกผิดปกติ (myoclonic jerk) หรือมีอาการอ่อนแรง
- มีอาการบ่งชี้ถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือสมองอักเสบ เช่น คอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรง
- ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด:
- ตัวเขียว ปากเขียว มือเท้าเย็น
- ชีพจรเต้นเร็ว หรือช้าผิดปกติ
- ความดันโลหิตต่ำ
- อาการของภาวะช็อก
- ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจ:
- หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว หอบ ซี่โครงบุ๋ม
- ภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ
- มีอาการบ่งชี้ถึงภาวะน้ำท่วมปอด (pulmonary edema)
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือภาวะเป็นกรดในเลือด: แม้จะพบไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
หากแพทย์พบสัญญาณเหล่านี้ การส่งต่อผู้ป่วยไปยัง PICU อย่างรวดเร็วคือการตัดสินใจที่สำคัญ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลและรักษาอย่างเข้มข้นทันท่วงที
การดูแลภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็ก
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ PICU การดูแลจะมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองการทำงานของอวัยวะที่สำคัญและจัดการกับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายได้แก่:
1. ภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema)
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอันตรายอย่างยิ่งในผู้ป่วยมือเท้าปากวิกฤต โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อ EV71 เกิดจากการที่ของเหลวรั่วซึมเข้าไปสะสมในถุงลมปอด ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนบกพร่อง หายใจลำบากอย่างรุนแรง
- การดูแล:
- เครื่องช่วยหายใจ: เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด เพื่อประคับประคองการหายใจและให้ปริมาณออกซิเจนที่เพียงพอ อาจใช้เทคนิคการหายใจแบบพิเศษ เช่น High-Frequency Oscillatory Ventilation (HFOV) ในบางกรณี
- ยาขับปัสสาวะ: เพื่อช่วยลดปริมาณของเหลวในร่างกายและปอด
- ยาช่วยการทำงานของหัวใจ: เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากภาวะนี้
2. กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)
เกิดจากการที่ไวรัสเข้าทำลายกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง ทำให้หัวใจอักเสบ บีบตัวได้ไม่ดีพอ ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายน้อยลง และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือช็อกได้
- การดูแล:
- ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ (Inotropes): เช่น โดปามีน ดอบูทามีน เพื่อเพิ่มแรงบีบตัวของหัวใจ
- ยาขยายหลอดเลือด: เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ
- การติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเอนไซม์หัวใจ: เพื่อประเมินความรุนแรงและผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ในรายที่รุนแรงมาก อาจพิจารณาใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอดเทียม (ECMO - Extracorporeal Membrane Oxygenation) เพื่อให้หัวใจและปอดได้พักฟื้น
3. ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว (Circulatory Failure / Shock)
เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญได้อย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์ขาดออกซิเจนและสารอาหาร มักเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบรุนแรง หรือมีการรั่วของสารน้ำออกจากหลอดเลือด
- การดูแล:
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ: อย่างระมัดระวัง เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดในระบบไหลเวียน
- ยาเพิ่มความดันโลหิต (Vasopressors): เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัวและเพิ่มความดันโลหิตให้กลับสู่ระดับปกติ
- การติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด: เช่น ความดันโลหิต ชีพจร อัตราการเต้นของหัวใจ และปริมาณปัสสาวะ เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสม
เทคนิคการประคับประคองการทำงานของอวัยวะสำคัญ
การดูแลใน PICU ไม่ได้หยุดแค่การแก้ไขภาวะแทรกซ้อน แต่รวมถึงการประคับประคองการทำงานของอวัยวะสำคัญทั้งหมดเพื่อให้ร่างกายมีโอกาสฟื้นตัว:
1. ระบบหายใจ
- เครื่องช่วยหายใจ: เป็นหัวใจหลักในการดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่หายใจล้มเหลว แพทย์จะปรับตั้งค่าเครื่องให้เหมาะสมกับสภาพผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้รับออกซิเจนเพียงพอ และลดภาระการทำงานของปอด
- การดูดเสมหะและการทำกายภาพบำบัดทรวงอก: เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง ลดการสะสมของเสมหะและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
- การจัดท่านอน: การจัดท่าที่เหมาะสม เช่น การนอนตะแคง หรือการจัดท่าศีรษะให้สูง ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับปอดได้
2. ระบบหัวใจและหลอดเลือด
- การติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG Monitoring) และความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง: เพื่อตรวจจับความผิดปกติของหัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง
- การให้ยากระตุ้นและประคับประคองการทำงานของหัวใจ: เช่น ยาในกลุ่ม Inotropes, Vasopressors เพื่อให้หัวใจบีบตัวได้ดี และความดันโลหิตอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญ
- ECMO: ดังที่กล่าวไปข้างต้น เป็นทางเลือกสุดท้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหรือปอดล้มเหลวอย่างรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
3. การควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ
ภาวะสมองอักเสบจากโรคมือเท้าปาก อาจทำให้สมองบวมและเพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเนื้อสมอง การควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะจึงมีความสำคัญ:
- การยกศีรษะสูง: ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดำออกจากสมองดีขึ้น ลดความดันในกะโหลกศีรษะ
- การควบคุมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด: โดยการปรับเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้หลอดเลือดในสมองไม่ขยายตัวมากเกินไป
- การใช้ยาลดสมองบวม: เช่น Mannitol หรือ Hypertonic saline เพื่อลดปริมาณน้ำในสมอง
- การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย: การมีไข้สูงจะเพิ่มการเผาผลาญและปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง การควบคุมอุณหภูมิให้ปกติจึงช่วยลดความดันในกะโหลกศีรษะได้
- หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: เช่น การดูดเสมหะที่รุนแรง การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น หรือสิ่งเร้าที่ทำให้เด็กตื่นตัวและเกร็ง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มความดันในกะโหลกศีรษะได้
โรคมือเท้าปากวิกฤตเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง แต่ด้วยการสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การวินิจฉัยที่รวดเร็ว และการดูแลรักษาแบบองค์รวมในหอผู้ป่วยวิกฤตเด็กที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรที่ทุ่มเท ทำให้โอกาสในการรอดชีวิตและฟื้นตัวของเด็กๆ มีสูงขึ้นมาก ในฐานะกุมารแพทย์ เรายืนหยัดเคียงข้างคุณพ่อคุณแม่เสมอ ขอให้ทุกครอบครัวมั่นใจว่าลูกน้อยของคุณจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในทุกวิกฤต