ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

"หมอครับ ช่วงนี้ท้องผูกบ่อยมาก บางวันก็ท้องเสียสลับกัน เป็นๆ หายๆ มาหลายเดือนแล้ว ล่าสุดรู้สึกเหนื่อยง่าย เดินขึ้นบันไดก็หอบ แถมน้ำหนักลดลงไปเกือบห้ากิโลกรัมทั้งที่กินปกติ..." นี่คือหนึ่งในประโยคบอกเล่าคลาสสิกที่แพทย์มักได้ยินในห้องตรวจบ่อยครั้ง ซึ่งผู้ป่วยหลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงอาการลำไส้แปรปรวนจากการทำงานหนักหรือความเครียด แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นเสียงเตือนที่แผ่วเบาทว่าอันตรายจากภาวะมะเร็งลำไส้ใหญ่

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ: พยาธิสรีรวิทยาของมะเร็งลำไส้ใหญ่และการเติบโตของติ่งเนื้อ

การเข้าใจกลไกการเกิดโรคช่วยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แต่มีจุดเริ่มต้นมาจาก ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Colon Polyps) ซึ่งเป็นเนื้อเติบโตผิดปกติที่ยื่นออกมาจากผนังลำไส้

ในทางพยาธิสรีรวิทยา ติ่งเนื้อชนิดที่เรียกว่า Adenomatous Polyp ถือเป็นระยะก่อนมะเร็ง (Pre-cancerous lesion) กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเซลล์ผนังลำไส้ปกติไปเป็นติ่งเนื้อ และพัฒนาจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ใช้เวลายาวนานประมาณ 5 ถึง 10 ปี กระบวนการนี้ขับเคลื่อนด้วยการกลายพันธุ์ของยีนสะสม (Genetic Mutations) ที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวอย่างไม่มีขีดจำกัด แทรกซึมเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้อ และแพร่กระจายไปยังระบบน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆ ในที่สุด

ถอดรหัสสัญญาณเตือนภัยเงียบ: ทำไมจึงท้องเสียสลับท้องผูกและอ่อนเพลีย

เมื่ออาการเริ่มแสดงออกทางคลินิก นั่นหมายความว่ารอยโรคอาจมีขนาดใหญ่พอที่จะรบกวนการทำงานปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยมีอาการสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้

  • ท้องเสียสลับท้องผูก ร่วมกับอุจจาระลีบแบน: เมื่อก้อนมะเร็งหรือ ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ มีขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดกั้นช่องทางเดินอุจจาระ ร่างกายจะพยายามขับอุจจาระส่วนที่แข็งผ่านได้ยาก ทำให้เกิดอาการท้องผูก แต่เมื่ออุจจาระส่วนบนที่ยังเป็นของเหลวไหลซึมผ่านส่วนที่ตีบตันลงมาได้ ก็จะเกิดอาการท้องเสียสลับกันไป นอกจากนี้ ขนาดของก้อนที่ขวางอยู่ยังทำให้อุจจาระที่รีดผ่านออกมามีลักษณะลีบแบนคล้ายดินสอ
  • การถ่ายเป็นเลือดหรืออุจจาระสีคล้ำเข้ม: ก้อนมะเร็งมักมีหลอดเลือดมาเลี้ยงจำนวนมากและเปราะบาง การเสียดสีของอุจจาระทำให้เกิดแผลและเลือดออก หากรอยโรคอยู่ส่วนปลายลำไส้จะเห็นเป็นเลือดแดงสด แต่หากอยู่ส่วนต้น อุจจาระอาจมีสีแดงคล้ำหรือดำคล้ายยางมะตอย
  • ภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรัง: บ่อยครั้งที่เลือดไม่ได้ออกมากจนสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นการซึมออกทีละน้อยอย่างต่อเนื่องในระบบทางเดินอาหาร (Chronic GI Blood Loss) ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็ก นำไปสู่ภาวะโลหิตจาง (Anemia) ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้ามืด และผิวพรรณซีดเซียว
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ: เซลล์มะเร็งมีการเผาผลาญพลังงานสูงมาก (Hypermetabolism) ประกอบกับการสูญเสียความยากอาหาร และความบกพร่องในการดูดซึมสารอาหารของลำไส้ ทำให้น้ำหนักตัวลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว

แนวทางการตรวจคัดกรองเบื้องต้น: สะดวกรวดเร็วและไม่น่ากลัว

การตรวจพบโรคในระยะแรกเริ่มช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้อย่างมาก แพทย์มีเครื่องมือในการคัดกรองเบื้องต้นที่ง่ายและไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย ได้แก่

1. การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test หรือ FOBT)

เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาเม็ดเลือดแดงที่ปนเปื้อนอยู่ในอุจจาระ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า วิธีนี้ง่ายมากเพียงแค่เก็บตัวอย่างอุจจาระปริมาณเล็กน้อยส่งตรวจ หากผลเป็นบวก (Positive) แสดงว่ามีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

2. การตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือโดยแพทย์ (Digital Rectal Examination หรือ DRE)

เป็นการตรวจร่างกายขั้นพื้นฐานที่แพทย์เฉพาะทางจะสวมถุงมือ ใช้สารหล่อลื่น และใช้นิ้วมือสอดเข้าไปตรวจบริเวณทวารหนักและลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย การตรวจนี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ไม่ได้สร้างความเจ็บปวดอย่างที่กังวล แต่สามารถตรวจพบก้อนเนื้อ ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติบริเวณส่วนปลายทวารหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy): มาตรฐานทองคำในการวินิจฉัยและป้องกัน

"ป้องกันดีกว่ารักษา และการตรวจพบตั้งแต่ระยะติ่งเนื้อคือหัวใจสำคัญของการหยุดยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่"

หากผลการตรวจคัดกรองเบื้องต้นพบความผิดปกติ หรือผู้ป่วยมีอาการแสดงทางคลินิกที่น่าสงสัย การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) คือมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ที่แพทย์แนะนำ

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนจินตนาการ ในปัจจุบันมีเทคนิคทางการแพทย์ที่ทันสมัย ผู้ป่วยจะได้รับยาช่วยให้หลับสบายหรือยาแก้ปวดตลอดขั้นตอนการตรวจ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือทรมาน แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กที่มีความยืดหยุ่นสูงสอดผ่านทวารหนักเพื่อเข้าไปตรวจดูผิวผนังลำไส้ใหญ่อย่างละเอียดผ่านจอภาพแสดงผลความคมชัดสูง

ข้อดีที่สุดของการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่คือ หากแพทย์พบ ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ แพทย์สามารถทำการตัดติ่งเนื้อนั้นออกได้ทันที (Polypectomy) ในระหว่างการส่องกล้อง โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่เปิดหน้าท้อง การกำจัดติ่งเนื้อออกตั้งแต่เนิ่นๆ นี้เองที่เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้ติ่งเนื้อพัฒนาไปเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

ดังนั้น หากคุณหรือคนที่คุณรักเริ่มมีอาการท้องเสียสลับท้องผูก อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือน้ำหนักลดโดยอธิบายไม่ได้ อย่ารอช้าที่จะเข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาและเข้ารับการตรวจคัดกรอง เพราะการตรวจพบและจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตได้อย่างแท้จริง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down