เมื่อลูกมีไข้และตุ่มขึ้นที่ปาก แต่ไม่มีผื่นที่มือและเท้า: วิธีแยกแยะสองโรคเลียนแบบ
เมื่อลูกน้อยจู่ๆ มีไข้สูง ร้องกวนโยเย ไม่ยอมกลืนน้ำหรือกินอาหาร และเมื่อคุณพ่อคุณแม่ลองส่องไฟฉายตรวจดูในช่องปากแล้วพบตุ่มน้ำใสหรือแผลเล็กๆ หลายจุด คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นในใจคือ ลูกกำลังเป็นโรคมือเท้าปากใช่หรือไม่ แต่เมื่อสำรวจดูตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า และลำตัวกลับไม่พบผื่นหรือตุ่มน้ำใดๆ เลย เหตุการณ์นี้สร้างความสับสนให้ไม่น้อย เพราะในทางการแพทย์ยังมีอีกหนึ่งโรคยอดฮิตในเด็กที่มีอาการคล้ายคลึงกันมาก นั่นคือ โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างโรคมือเท้าปากและเฮอร์แปงไจนาจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินอาการเบื้องต้นของลูกน้อยได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนรู้วิธีการดูแลและการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
1. เจาะลึกรอยโรคในช่องปาก: ตุ่มแผลขึ้นตรงไหนบอกอะไรเราได้บ้าง
แม้ว่าทั้งสองโรคจะเกิดจากกลุ่มไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) เหมือนกัน และทำให้เกิดแผลในปากเหมือนกัน แต่ตำแหน่งและการกระจายตัวของรอยโรคมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก ซึ่งกุมารแพทย์ใช้เป็นจุดสังเกตหลัก ดังนี้
โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)
รอยโรคหรือแผลในช่องปากของโรคเฮอร์แปงไจนามักจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณส่วนหลังของช่องปากเป็นหลัก ได้แก่ เพดานอ่อน (Soft palate) ลิ้นไก่ (Uvula) ทอนซิล (Tonsils) และผนังคอหอยด้านหลัง (Posterior pharynx) โดยจะเริ่มต้นจากตุ่มแดงเล็กๆ แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส ก่อนจะแตกออกเป็นแผลหลุมขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 1-4 มิลลิเมตร จำนวนแผลมักไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 5-10 แผล แต่ทำให้ลูกน้อยเจ็บคออย่างรุนแรงจนไม่อยากกลืนน้ำหรือน้ำลาย
โรคมือเท้าปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease)
ในขณะที่โรคมือเท้าปาก แผลในปากสามารถกระจายตัวได้กว้างขวางกว่ามาก โดยมักพบที่ส่วนหน้าและส่วนกลางของช่องปาก เช่น กระพุ้งแก้ม (Buccal mucosa) ลิ้น เหงือก เพดานแข็ง (Hard palate) รวมถึงบริเวณริมฝีปากด้านใน แผลอาจมีจำนวนมากกว่าและกระจายตัวอยู่ทั่วไป ทำให้เด็กมีอาการเจ็บปากจนน้ำลายไหลยืดและปฏิเสธการทานอาหารทุกชนิด
2. เกณฑ์การจำแนกจากผื่นผิวหนัง: กุญแจสำคัญในการแยกโรค
ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดในการวินิจฉัยแยกโรคคือการปรากฏของรอยโรคบริเวณผิวหนังภายนอกช่องปาก ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์จำแนกโรคดังนี้
- การตรวจร่างกายในโรคเฮอร์แปงไจนา: จะต้องไม่มีผื่น ตุ่มแดง หรือตุ่มน้ำใสขึ้นที่บริเวณอื่นของร่างกายเลย อาการแสดงทั้งหมดจะจำกัดอยู่เฉพาะภายในช่องปากเท่านั้น หากพบว่ามีตุ่มขึ้นที่ผิวหนัง แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะถูกเปลี่ยนการวินิจฉัยไปเป็นโรคมือเท้าปากทันที
- การตรวจร่างกายในโรคมือเท้าปาก: จะพบรอยโรคผิวหนังลักษณะเฉพาะ ซึ่งอาจเป็นตุ่มแดงแบนๆ หรือตุ่มน้ำใสล้อมรอบด้วยวงแดง มักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หลังมือ หลังเท้า และซอกนิ้ว นอกจากนี้ ตำแหน่งที่พบบ่อยมากในเด็กเล็กคือบริเวณก้น (Buttocks) และอาจกระจายไปยังหัวเข่าหรือข้อศอกได้ ผื่นเหล่านี้มักไม่มีอาการคัน แต่อาจมีอาการเจ็บเมื่อกดสัมผัส
ข้อควรระวังสำหรับผู้ปกครอง: ในช่วง 1-2 วันแรกของโรคมือเท้าปาก ผื่นที่มือและเท้าอาจยังไม่ปรากฏเด่นชัด มีเพียงแผลในปากและไข้สูง การติดตามอาการและตรวจเช็กผิวหนังของลูกอย่างละเอียดวันต่อวันจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
3. ระยะเวลาการดำเนินโรคและการพยากรณ์โรคทางการแพทย์
กุมารแพทย์ประเมินความรุนแรงและการพยากรณ์โรคของทั้งสองโรคนี้โดยดูจากแนวโน้มการเกิดภาวะแทรกซ้อนและความเร็วในการฟื้นตัวของร่างกาย
ระยะเวลาและการฟื้นตัว
โดยทั่วไป ทั้งสองโรคจัดเป็นโรคที่หายได้เอง (Self-limiting disease) มีระยะเวลาการดำเนินโรคใกล้เคียงกันคือประมาณ 7-10 วัน ไข้มักจะลดลงภายใน 2-4 วันแรก ส่วนแผลในปากจะค่อยๆ สมานตัวและหายสนิทภายใน 1 สัปดาห์ สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการป้องกันภาวะขาดน้ำ (Dehydration) จากการที่เด็กไม่ยอมดื่มน้ำเนื่องจากเจ็บแผล
การพยากรณ์โรคและภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง
แม้ว่าเฮอร์แปงไจนาจะมีอาการไข้สูงอย่างเฉียบพลันซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักจากไข้สูงในเด็กเล็กที่มีแนวโน้มได้ง่าย แต่อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบอื่นถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับโรคมือเท้าปาก
สำหรับโรคมือเท้าปาก หากเกิดจากเชื้อไวรัส Enterovirus 71 (EV71) อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิต เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือน้ำท่วมปอด กุมารแพทย์จึงต้องเน้นย้ำให้ผู้ปกครองสังเกตอาการเตือนสีแดงอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- มีไข้สูงลอยเกิน 3 วัน และไข้ไม่ลดลงหลังกินยาลดไข้
- มีอาการซึมลง อ่อนแรง มือสั่น ขาสั่น หรือเดินเซ
- สะดุ้งผวาบ่อย (Myoclonic jerk) โดยเฉพาะขณะกำลังจะหลับ
- อาเจียนบ่อย กินอาหารไม่ได้เลยจนปัสสาวะออกน้อยลงและมีสีเข้ม
- หายใจหอบเร็ว ดูเหนื่อย หรือมีอาการตัวเย็น มือเท้าเย็น หัวใจเต้นเร็ว
แนวทางการดูแลรักษาและการป้องกัน
เนื่องจากทั้งสองโรคยังไม่มีประเภทยารักษาไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ เช่น การใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล (หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน) การทายาชาหรือพ่นยาชาในปากเพื่อลดอาการเจ็บแผลก่อนมื้ออาหาร และการเลือกอาหารอ่อน นุ่ม รสเย็น เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ต หรือนมเย็น เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บและช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน
ความเข้าใจในความแตกต่างโรคมือเท้าปากและเฮอร์แปงไจนาจะช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธี หากพบอาการเตือนที่น่าสงสัยข้างต้น ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที