ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สัญญาณเตือนในโถสุขภัณฑ์: เมื่อการถ่ายมูกเลือดไม่ได้จบลงแค่คำว่าอาหารเป็นพิษ

อาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือดพร้อมกับอาการปวดท้อง เป็นหนึ่งในอาการนำที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยอย่างมาก ในทางปฏิบัติทางคลินิก บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นเพียงแค่โรคอาหารเป็นพิษหรือลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่อาการมักจะหายดีได้เองภายในไม่กี่วัน ทว่าหากอาการ ถ่ายมูกเลือด นั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีอาการปวดท้องเรื้อรังนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ร่วมกับน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างผิดปกติ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) ซึ่งเป็นโรคที่ต้องการการดูแลรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

การแยกแยะระหว่างภาวะติดเชื้อเฉียบพลันกับโรคอักเสบเรื้อรังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแนวทางการรักษานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การวินิจฉัยที่ล่าช้าในกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องตัดต่อลำไส้ได้

1. ภาวะติดเชื้อในทางเดินอาหารรุนแรง (Severe Gastrointestinal Infection)

ภาวะติดเชื้อในทางเดินอาหารรุนแรงที่มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเฉียบพลัน มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มที่รุกรานเข้าสู่ผนังลำไส้ (Invasive Bacteria) เช่น Shigella, Salmonella, Campylobacter, Vibrio parahaemolyticus หรือเชื้อบิดมีตัวอย่าง Entamoeba histolytica

พยาธิสภาพของการติดเชื้อเฉียบพลัน

เมื่อเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด เชื้อจะเข้าไปเกาะและบุกรุกเข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิวของลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการทำลายเซลล์เยื่อบุผิว ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบอย่างรุนแรง ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลมารวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค กระบวนการนี้ทำให้ผนังลำไส้เกิดเป็นแผลขนาดเล็ก มีเลือดออก และมีการหลั่งมูก (Mucus) ออกมามากกว่าปกติเพื่อปกป้องเยื่อบุผิว

ลักษณะอาการทางคลินิกที่เด่นชัด

  • การดำเนินโรคที่รวดเร็ว (Acute Onset): อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วันหลังจากได้รับเชื้อ
  • ไข้สูง: มักมีไข้สูงนำมาก่อนหรือเกิดขึ้นพร้อมกับอาการอุจจาระร่วง เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารพิษของเชื้อโรค (Pyrogens)
  • อาการปวดเกร็งท้องและปวดเบ่ง (Tenesmus): ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเกร็งท้องส่วนล่างอย่างรุนแรง และมีความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระตลอดเวลาแม้ว่าจะเพิ่งถ่ายเสร็จไปก็ตาม
  • ประวัติเสี่ยง: มักพบประวัติการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด การเดินทางท่องเที่ยว หรือมีบุคคลในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานมีอาการคล้ายคลึงกัน

2. โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD)

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD เป็นโรคที่มีการอักเสบของระบบทางเดินอาหารอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่ตอบสนองต่อแบคทีเรียในลำไส้มากเกินไปในผู้ที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย โรคนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ซึ่งมีลักษณะพยาธิสภาพและอาการทางคลินิกที่แตกต่างกันดังนี้

โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง (Ulcerative Colitis: UC)

โรคยูซี (UC) จะเกิดการอักเสบเฉพาะที่บริเวณเยื่อบุผิวชั้นบนสุด (Mucosa) ของลำไส้ใหญ่เท่านั้น โดยรอยโรคจะเริ่มตั้งแต่ส่วนไส้ตรง (Rectum) และกระจายย้อนกลับขึ้นไปทางลำไส้ใหญ่ส่วนบนอย่างต่อเนื่องกันโดยไม่มีส่วนที่ดีคั่นกลาง (Continuous involvement)

ลักษณะทางคลินิก:

  • อาการหลักคือการ ถ่ายมูกเลือด เป็นหลัก โดยมักจะถ่ายบ่อยครั้ง วันละหลายรอบ ร่วมกับอาการปวดเบ่งทวารหนัก
  • อาการปวดท้องมักเป็นแบบปวดเกร็งบริเวณท้องน้อยด้านล่างซ้าย ซึ่งจะทุเลาลงหลังจากถ่ายอุจจาระ
  • หากการอักเสบรุนแรง อาจมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และซีดจากการสูญเสียเลือดเรื้อรัง

โรคโครห์น (Crohn's Disease: CD)

โรคโครห์นสามารถเกิดการอักเสบได้ตลอดแนวทางเดินอาหาร ตั้งแต่ช่องปากไปจนถึงทวารหนัก แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลาย (Terminal ileum) และลำไส้ใหญ่ส่วนต้น พยาธิสภาพของโรคนี้จะเป็นการอักเสบแบบลึกตลอดทุกชั้นของผนังลำไส้ (Transmural inflammation) และมีลักษณะรอยโรคแบบกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ โดยมีผนังลำไส้ส่วนปกติคั่นกลาง (Skip lesions)

ลักษณะทางคลินิก:

  • อาการปวดท้องเรื้อรังเป็นอาการเด่น มักปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวาเนื่องจากเป็นตำแหน่งของลำไส้เล็กส่วนปลาย
  • อาการถ่ายอุจจาระร่วงมักไม่มีเลือดปนชัดเจนเท่ากับโรคยูซี เว้นแต่จะมีรอยโรคที่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายด้วย
  • พบภาวะทุพโภชนาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากลำไส้เล็กเสียหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหาร
  • มักพบแผลในปาก (Aphthous ulcers) ร่วมด้วย และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝีรอบรูทวาร (Perianal fistula) หรือทางเชื่อมทะลุระหว่างลำไส้กับอวัยวะอื่น (Fistula)

3. กระบวนการวินิจฉัยแยกโรคและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

เมื่อแพทย์พบผู้ป่วยที่มาด้วยอาการถ่ายมูกเลือดร่วมกับปวดท้อง กระบวนการวินิจฉัยเพื่อแยกโรคระหว่างภาวะติดเชื้อเฉียบพลันและ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด จากนั้นจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการดังต่อไปนี้

การตรวจอุจจาระ (Stool Examinations)

  • Stool Culture and Sensitivity: เป็นการเพาะเชื้อจากอุจจาระเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรค หากผลเพาะเชื้อเป็นบวก จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคติดเชื้อเฉียบพลัน
  • Stool Parasite and Amoeba identification: ตรวจหาตัวอ่อนหรือไข่ของพยาธิ รวมถึงเชื้อบิดมีตัว
  • Stool Calprotectin: เป็นการตรวจหาโปรตีนที่หลั่งออกมาจากเม็ดเลือดขาวในลำไส้ ค่านี้จะสูงขึ้นมากในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของลำไส้ หากค่าสูงเกินเกณฑ์ปกติและตรวจซ้ำแล้วยังคงสูงอยู่ จะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่ทำให้นึกถึงโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมากกว่าการติดเชื้อเฉียบพลันที่ค่ามักจะลดลงเมื่ออาการติดเชื้อหายดี

การตรวจเลือด (Blood Tests)

  • Complete Blood Count (CBC): ตรวจหาภาวะซีด (Anemia) จากการสูญเสียเลือดเรื้อรัง และดูระดับเม็ดเลือดขาวเพื่อประเมินปฏิกิริยาการอักเสบ
  • Inflammatory Markers (ESR และ CRP): ค่าสารบ่งชี้การอักเสบในเลือดจะสูงขึ้นทั้งในภาวะติดเชื้อรุนแรงและโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังระยะกำเริบ แต่ในรายที่เป็นโรคเรื้อรัง ค่าเหล่านี้มักจะสูงอยู่นานผิดปกติ
  • Serum Albumin: ระดับอัลบูมินในเลือดที่ต่ำ บ่งบอกถึงภาวะทุพโภชนาการและการสูญเสียโปรตีนผ่านทางลำไส้ ซึ่งมักพบในโรคโครห์นหรือโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่เป็นมานาน

การส่องกล้องตรวจลำไส้และการตัดชิ้นเนื้อตรวจ (Colonoscopy and Biopsy)

นี่คือมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการแยกโรค แพทย์จะใช้กล้องส่องตรวจเพื่อดูลักษณะเยื่อบุผิวลำไส้โดยตรง

"ในภาวะติดเชื้อเฉียบพลัน เยื่อบุลำไส้จะมีลักษณะแดง บวม และมีแผลตื้นๆ กระจายอยู่ทั่วไป แต่โครงสร้างทางจุลพยาธิวิทยาของต่อมในลำไส้ยังคงเป็นปกติ ในขณะที่โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง จะพบการบิดเบี้ยวของโครงสร้างต่อมน้ำเยื่อบุลำไส้ (Crypt distortion) มีเซลล์อักเสบแทรกซึมลึกลงไปในชั้นเนื้อเยื่อ และในโรคโครห์นอาจพบการก่อตัวของกลุ่มเซลล์อักเสบที่เรียกว่า Granuloma ซึ่งช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างชัดเจน"

4. เกณฑ์การประเมินความรุนแรงและแนวทางการปฏิบัติตน

การประเมินความรุนแรงของโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษา โดยเฉพาะในโรคยูซี (UC) แพทย์มักใช้เกณฑ์ Truelove and Witts Criteria ในการประเมินความรุนแรงดังนี้

  • ระดับความรุนแรงน้อย (Mild): ถ่ายอุจจาระปนเลือดน้อยกว่า 4 ครั้งต่อวัน ไม่มีไข้ ชีพจรปกติ และค่าความเข้มข้นของเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ระดับความรุนแรงปานกลาง (Moderate): ถ่ายอุจจาระปนเลือด 4-6 ครั้งต่อวัน มีอาการแสดงทางระบบทั่วไปเล็กน้อย
  • ระดับความรุนแรงมาก (Severe): ถ่ายอุจจาระปนเลือดมากกว่า 6 ครั้งต่อวัน ร่วมกับมีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นเร็วกว่า 90 ครั้งต่อนาที มีภาวะซีดรุนแรง หรือค่า ESR สูงกว่า 30 mm/hr ซึ่งในระดับนี้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการถ่ายมูกเลือด ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดดังนี้

  1. เฝ้าระวังภาวะขาดน้ำ: หากมีการถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยๆ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากในคราวเดียวเพราะอาจทำให้เกลือแร่ในเลือดเจือจาง
  2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร: ในช่วงที่มีการอักเสบของลำไส้ ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย รสจืด มีกากใยต่ำ (Low-residue diet) เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม เนื้อปลา และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัด นมวัว คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
  3. หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเอง: โดยเฉพาะยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Mefenamic acid) เนื่องจากยาลดไข้แก้ปวดกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงทำให้เกิดแผลในทางเดินอาหาร และกระตุ้นให้โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังกำเริบรุนแรงขึ้นได้ รวมถึงไม่ควรซื้อยาหยุดถ่ายมารับประทานเองในภาวะติดเชื้อรุนแรง เพราะอาจทำให้สารพิษจากเชื้อโรคคั่งค้างในลำไส้จนเกิดภาวะลำไส้โป่งพองได้
  4. สังเกตสัญญาณเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที: หากมีอาการไข้สูงลอย ปวดท้องรุนแรง ท้องอืดตึงอย่างมาก หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดปริมาณมาก ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วนเนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ทะลุ หรือภาวะช็อกจากการเสียเลือดและน้ำ

สุดท้ายนี้ อาการถ่ายมูกเลือดและปวดท้องเรื้อรังไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านหรือรักษาตามอาการด้วยตนเอง การได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วจากแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหาร จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงจุด สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในระยะสงบ และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ดังเดิม

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down