อาการอ่อนเพลียที่มากกว่าความเหนื่อยล้า: เมื่อตับส่งสัญญาณเตือน
หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยอาการเหนื่อยล้าสะสม อ่อนเพลียต่อเนื่องหลายสัปดาห์ โดยมักเข้าใจไปเองว่าเป็นเพียงผลกระทบจากการทำงานหนักหรือนอนหลับไม่สนิท แต่เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและสังเกตเห็นสีตาขาวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจางๆ ร่วมกับประวัติการเบื่ออาหารอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตของภาวะตับอักเสบ การตรวจพบและเข้าใจ อาการไวรัสตับอักเสบ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้โรคลุกลามไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้
สัญญาณเตือนภาวะตับอักเสบเฉียบพลันและภาวะตับวายที่ต้องระวัง
ตับเปรียบเสมือนโรงงานแปรรูปสารอาหารและกำจัดสารพิษที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย เมื่อตับเกิดการอักเสบไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตาม การทำงานของระบบต่างๆ จะเริ่มรวนและแสดงออกผ่านอาการทางร่างกายดังต่อไปนี้
- อาการอ่อนเพลียเรื้อรังและเบื่ออาหาร: เกิดจากการที่ตับไม่สามารถสะสมพลังงานและสังเคราะห์โปรตีนได้ตามปกติ ร่วมกับการสะสมของของเสียในกระแสเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกหมดแรง ไม่มีกำลัง และไม่อยากอาหาร
- ภาวะดีซ่าน (ตัวเหลืองตาเหลือง): เมื่อเซลล์ตับอักเสบและเสียหาย จะสูญเสียความสามารถในการขับสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเกิดจากการทำลายของเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ สารนี้จึงคั่งอยู่ในกระแสเลือดและไปเกาะตามเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เห็นตาขาวและผิวหนังเป็นสีเหลืองอย่างชัดเจน รวมถึงปัสสาวะจะมีสีเข้มจัดคล้ายน้ำชา
- สัญญาณอันตรายสู่ภาวะตับวาย: หากการอักเสบรุนแรงจนตับไม่สามารถทำงานได้เลย ผู้ป่วยอาจมีอาการซึม สับสน พูดจาไม่รู้เรื่องเนื่องจากสารพิษคั่งในสมอง มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก เช่น เลือดออกตามไรฟันหรือเกิดรอยช้ำตามตัวได้ง่าย และมีอาการท้องอืดแน่นท้องจากน้ำขังในช่องท้อง (ท้องมาน) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
ความแตกต่างทางพยาธิสภาพและการดำเนินโรค: ไวรัสตับอักเสบ เอ บี และ ซี
แม้ว่าอาการแสดงภายนอกของตับอักเสบจะคล้ายคลึงกัน แต่พยาธิสภาพและการดำเนินโรคของเชื้อไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
ไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A)
ไวรัสชนิดนี้ก่อให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลันเท่านั้น ไม่พัฒนาไปเป็นระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน และตัวเหลืองตาเหลืองอย่างรวดเร็ว แม้จะมีอาการรุนแรงในระยะแรก แต่ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดเชื้อให้หมดไปได้เอง และไม่ก่อให้เกิดตับแข็งในระยะยาว
ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B)
มีความน่ากลัวตรงที่สามารถก่อโรคได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ในรายที่ติดเชื้อแบบเรื้อรัง เชื้อไวรัสจะเข้าไปแฝงตัวอยู่ในเซลล์ตับและทำลายตับไปทีละน้อยโดยไม่มีอาการแสดงภายนอก นำไปสู่ภาวะตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด พยาธิสภาพนี้เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่พยายามทำลายเซลล์ตับที่ติดเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ ซี (Hepatitis C)
เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตราการกลายพันธุ์สูงมาก ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายได้ยาก ผู้ติดเชื้อมากกว่าร้อยละ 70-80 จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรังโดยไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลยเป็นเวลานับสิบปี จนกระทั่งตับถูกทำลายไปมากกว่าครึ่งและเริ่มเข้าสู่ระยะตับแข็งหรือมะเร็งตับ จึงจะเริ่มแสดงอาการเด่นชัดขึ้นมา ไวรัสชนิดนี้จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น มฤตยูเงียบ ที่แท้จริง
พฤติกรรมเสี่ยงและช่องทางการติดต่อของเชื้อไวรัส
การป้องกันและลดการแพร่กระจายของโรคเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจช่องทางการติดต่อของเชื้อไวรัสแต่ละกลุ่ม ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ ได้แก่
การล้างมือและการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เป็นปราการด่านแรกในการป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ ขณะที่การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยคือหัวใจหลักในการป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี
- การติดต่อผ่านระบบทางเดินอาหาร (ไวรัสตับอักเสบ เอ): ติดต่อผ่านการรับประทานอาหาร น้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากอุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่มีช้อนกลาง
- การติดต่อผ่านทางเลือดและเพศสัมพันธ์ (ไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี): ติดต่อผ่านการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยตรง เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสักลายหรือเจาะหูด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในครรภ์ (พบมากในไวรัสตับอักเสบ บี)
ข้อบ่งชี้ในการตรวจคัดกรองและการสร้างภูมิคุ้มกัน
เนื่องจาก อาการไวรัสตับอักเสบ ในระยะเรื้อรังมักไม่แสดงอาการเด่นชัด การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ตับจะเสียหายอย่างกู้คืนไม่ได้
กลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง
- ผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 (ซึ่งเป็นปีก่อนเริ่มมีการบรรจุวัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี ในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ)
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือมีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่เคยใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น หรือเคยได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดก่อนปี พ.ศ. 2535
- ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ
- ผู้ที่ผลการตรวจเลือดพบค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) สูงกว่าปกติ
การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน
ปัจจุบันเรามีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี โดยมีแนวทางการฉีดดังนี้
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ: แนะนำให้ฉีดในผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ระบาด ผู้ประกอบอาหาร และผู้มีโรคตับเรื้อรัง โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้อยู่ได้ยาวนาน
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี: แนะนำสำหรับทารกแรกเกิดทุกคน และผู้ใหญ่ที่ตรวจแล้วยังไม่มีภูมิคุ้มกัน (HBsAb เป็นลบ) โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่ระยะ 0, 1 และ 6 เดือน ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและป้องกันการติดเชื้อได้ตลอดชีวิต
สำหรับไวรัสตับอักเสบ ซี แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่การตรวจคัดกรองเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาด้วยยาต้านไวรัสชนิดใหม่ในปัจจุบัน สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้เกือบ 100% การใส่ใจสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายและเข้ารับการตรวจสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการดูแลตับของคุณให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน