ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

สัญญาณเตือนจากร่างกายเมื่อตับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

หลายคนมักมองข้ามอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โดยคิดว่าเป็นเพียงผลกระทบจากการทำงานหนักหรือนอนหลับไม่สนิท แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการเหนื่อยล้ากลับไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายเมื่อตื่นนอนตอนเช้าแล้วสังเกตเห็นว่าตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายน้ำชา อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนทางคลินิกที่เด่นชัดว่า ร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะ อาการตับอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่เซลล์ตับเกิดการถูกทำลายและไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญในการกรองสารพิษ ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน และสะสมพลังงาน เมื่อเกิดการอักเสบ การทำงานเหล่านี้จะหยุดชะงักลง สารบิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงแก่ตัวและมักจะถูกกำจัดออกทางตับ จะเกิดการสะสมในกระแสเลือดและเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ส่งผลให้เกิดภาวะดีซ่าน หรืออาการตัวเหลืองตาเหลืองตามมา ในขณะที่อาการอ่อนเพลียเกิดจากการที่ตับไม่สามารถสะสมและปลดปล่อยพลังงานได้ตามปกติ รวมถึงการสะสมของสารของเสียในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น

การตรวจเลือดเพื่อประเมินความเสียหายของเซลล์ตับ: เข้าใจค่า SGOT และ SGPT

เมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะตับอักเสบ ขั้นตอนแรกที่จำเป็นคือการตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test) เพื่อประเมินระดับความเสียหายของเซลล์ตับ ผ่านการวัดระดับเอนไซม์สำคัญสองตัว ได้แก่:

  • SGOT (Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase) หรือ AST (Aspartate Aminotransferase): เอนไซม์ชนิดนี้พบได้ในเซลล์ตับ แต่ก็สามารถพบได้ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อลายด้วยเช่นกัน หากค่านี้สูงขึ้นอาจบ่งชี้ถึงความเสียหายของตับหรืออวัยวะอื่นๆ ร่วมด้วย
  • SGPT (Serum Glutamic Pyruvic Transaminase) หรือ ALT (Alanine Aminotransferase): เป็นเอนไซม์ที่มีความจำเพาะต่อเซลล์ตับสูงมาก หากพบว่ามีระดับสูงขึ้นในกระแสเลือด มักแปลผลได้โดยตรงว่ามีการบาดเจ็บหรือการอักเสบของเซลล์ตับโดยตรง
การเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ทั้งสองชนิดนี้เหนือค่ามาตรฐาน (ซึ่งโดยทั่วไปไม่ควรเกิน 40 U/L) เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเซลล์ตับกำลังเกิดการเสียหายและปล่อยเอนไซม์เหล่านี้ออกมาสู่กระแสเลือด ยิ่งค่าสูงมากเท่าใด ก็สะท้อนถึงระดับการอักเสบที่รุนแรงเฉียบพลันมากขึ้นเท่านั้น

ไขความกระจ่าง: การตรวจวินิจฉัยแยกโรคเพื่อหาตัวการไวรัสตับอักเสบชนิด A, B, C, D และ E

หลังจากทราบแน่ชัดแล้วว่ามีภาวะตับอักเสบ ขั้นตอนสำคัญถัดไปคือการหาสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ การตรวจเลือดเพื่อแยกประเภทของไวรัสมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษาและการพยากรณ์โรค:

1. ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A - HAV)

ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ การวินิจฉัยจะตรวจหาแอนติบอดีชนิด Anti-HAV IgM ซึ่งจะตรวจพบในระยะติดเชื้อเฉียบพลัน โรคนี้มักหายขาดได้เองและไม่พัฒนาไปเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

2. ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B - HBV)

ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ และจากมารดาสู่ทารก เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ การตรวจวินิจฉัยหลักประกอบด้วย:

  • HBsAg (Hepatitis B Surface Antigen): หากให้ผลบวก แสดงว่าร่างกายมีเชื้อและสามารถแพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้
  • Anti-HBs (Hepatitis B Surface Antibody): ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ หากให้ผลบวกแสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากการฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อแล้วหายดี
  • Anti-HBc (Hepatitis B Core Antibody): บ่งชี้ถึงการเคยได้รับเชื้อหรือกำลังมีเชื้ออยู่ในร่างกายจริง

3. ไวรัสตับอักเสบชนิดซี (Hepatitis C - HCV)

ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการรับเลือดในอดีต การตรวจเบื้องต้นจะใช้การตรวจหาแอนติบอดี Anti-HCV หากให้ผลบวก แพทย์จะทำการตรวจยืนยันด้วยการตรวจหาปริมาณสายพันธุกรรมของเชื้อในเลือด หรือ HCV RNA เพื่อพิจารณาการรักษาด้วยยาต้านไวรัสกลุ่มใหม่ซึ่งสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้

4. ไวรัสตับอักเสบชนิดดี (Hepatitis D - HDV)

เป็นไวรัสที่ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องอาศัยเปลือกหุ้มของไวรัสตับอักเสบบีในการดำรงอยู่และการแบ่งตัว ดังนั้น การตรวจหาแอนติบอดี Anti-HDV จะทำเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดตับวายเฉียบพลัน

5. ไวรัสตับอักเสบชนิดอี (Hepatitis E - HEV)

มีการติดต่อคล้ายกับไวรัสชนิดเอ คือผ่านทางอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจหา Anti-HEV IgM แม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่สำหรับกลุ่มสตรีมีครรภ์ การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้อาจก่อให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันที่อันตรายถึงชีวิต

คำแนะนำทางการแพทย์เมื่อพบสัญญาณเตือน

หากเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าผิดปกติร่วมกับตาเริ่มเหลือง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือซื้อยาและสมุนไพรมาทานเอง เนื่องจากยาและสารเคมีหลายชนิดจะถูกส่งไปทำลายที่ตับ ซึ่งอาจส่งผลให้อาการตับอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น การเข้าพบแพทย์เพื่อรับการเจาะเลือดตรวจหาค่าการทำงานของตับและการแยกชนิดของไวรัส จะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ทันท่วงที และป้องกันการพัฒนาไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down