เมื่อโรคมือเท้าปากระบาด คุณแม่ควรรับมืออย่างไรและวัคซีนจำเป็นแค่ไหน
หมอมักได้รับคำถามจากคุณพ่อคุณแม่ในห้องตรวจอยู่เสมอเมื่อเข้าสู่ช่วงเปิดเทอมหรือช่วงเปลี่ยนฤดู คำถามยอดฮิตคือ 'ลูกน้อยจำเป็นต้องฉีดวัคซีนโรคมือเท้าปากไหม?' หรือ 'ฉีดแล้วจะยังป่วยเป็นโรคนี้ได้อีกหรือเปล่า?' ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติอย่างยิ่ง เพราะโรคมือเท้าปากเป็นโรคติดเชื้อที่แพร่กระจายในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลได้อย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของเชื้อไวรัสและประสิทธิภาพวัคซีนโรคมือเท้าปากจึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจปกป้องลูกน้อยอย่างตรงจุด
ประสิทธิภาพวัคซีนโรคมือเท้าปาก ในการป้องกันเชื้อไวรัสเอนเทอโรไวรัส 71 (EV71)
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทราบก่อนคือ โรคมือเท้าปากเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดและเป็นสาเหตุหลักของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง คือ Enterovirus 71 หรือ EV71 ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองอักเสบ ภาวะปอดช้ำน้ำ และภาวะหัวใจล้มเหลวในเด็กเล็กจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
วัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากที่มีในปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อป้องกันเชื้อ EV71 โดยเฉพาะ จากข้อมูลงานวิจัยและผลการทดสอบทางคลินิกพบว่า:
- ระดับการป้องกันการติดเชื้อ EV71: มีประสิทธิภาพสูงถึง 90% - 97.3% ในการป้องกันการเกิดโรคมือเท้าปากที่มีสาเหตุมาจากเชื้อ EV71
- การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง: มีประสิทธิภาพสูงถึง 100% ในการลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิตจากเชื้อ EV71
วัคซีนชนิดนี้ไม่ได้ป้องกันโรคมือเท้าปากที่เกิดจากไวรัสสายพันธุ์อื่น เช่น Coxsackievirus A16 หรือ A6 แต่ประโยชน์สูงสุดคือการเป็น 'เกราะคุ้มกันชีวิต' จากสายพันธุ์ EV71 ที่ดุร้ายและก่อภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่สุด
ระยะเวลาในการสร้างภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีนครบโดส
การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ EV71 กำหนดให้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 1 เดือนในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงมากที่สุด
หลังจากได้รับวัคซีนเข็มแรก ร่างกายจะเริ่มถูกกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอในการป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เมื่อผ่านไปประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังฉีดครบโดส ระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กจะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่ปลอดภัยและสามารถปกป้องร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระยะเวลาการคงอยู่ของภูมิคุ้มกันและโอกาสในการฉีดกระตุ้น
ข้อสงสัยถัดมาคือ ภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่ในร่างกายเด็กได้ยาวนานเพียงใด ข้อมูลการติดตามทางคลินิกในปัจจุบันระบุว่า ระดับแอนติบอดีจากการได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถคงอยู่ในระดับที่สูงพอในการคุ้มกันโรคได้อย่างน้อย 2 ถึง 5 ปี
เมื่อเด็กมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะพัฒนาเจริญเติบโตเต็มที่มากขึ้น และอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากเชื้อ EV71 จะลดลงอย่างมากตามวัย ดังนั้น ในปัจจุบันทางการแพทย์จึงยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (Booster dose) หลังจากที่เด็กได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มในวัยเด็กเล็กแล้ว
แนวทางทางการแพทย์ในการประเมินการรับวัคซีนร่วมกับสถานการณ์ระบาด
การตัดสินใจเลือกรับวัคซีนให้ลูกน้อย ควรพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมและความเสี่ยงร่วมด้วย โดยมีหลักการประเมินดังนี้:
- ช่วงอายุของลูกน้อย: เด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ (อายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหากได้รับเชื้อ EV71 จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรับวัคซีน
- สภาพแวดล้อมและการเข้าสังคม: หากเด็กต้องเข้าเรียนในศูนย์ดูแลเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล หรือมีพี่น้องที่อยู่ในวัยเรียน ควรพิจารณาฉีดวัคซีนเพื่อลดความเสี่ยงในการรับและแพร่เชื้อสายพันธุ์รุนแรง
- ช่วงเวลาการระบาด: แนะนำให้วางแผนฉีดวัคซีนเข็มแรกก่อนเข้าช่วงการระบาดใหญ่ (มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม) เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันท่วงที
แม้ว่าลูกน้อยจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ EV71 แล้ว การปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยพื้นฐานยังคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งการฝึกให้เด็ก ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น และการทำความสะอาดของเล่นสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ที่วัคซีนไม่ได้ครอบคลุม ให้ลูกน้อยเติบโตได้อย่างปลอดภัยและแข็งแรงสมบูรณ์