ไขข้อข้องใจเรื่องการทำแผล เมื่ออุบัติเหตุเล็กๆ เกิดขึ้นในบ้าน
คุณพ่อคุณแม่และหลายๆ ท่านน่าจะเคยเจอเหตุการณ์สมาชิกในบ้านสะดุดล้มจนได้แผลถลอกสดๆ หรือโดนมีดบาดขณะทำอาหาร สิ่งแรกที่มักจะทำคือการเปิดตู้ยาประจำบ้านแล้วยืนลังเลว่า ควรจะหยิบขวดไหนมาทำแผล ระหว่างขวดสีน้ำตาลอย่างเบทาดีน ขวดสีฟ้าอย่างแอลกอฮอล์ หรือยาสีแดงสดที่คุ้นเคยกันมาตั้งแต่เด็ก ความเข้าใจผิดที่สืบทอดกันมานานคือการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราดลงไปบนบาดแผลเปิดทันทีเพราะเชื่อว่าจะช่วยให้แผลหายเร็วและสะอาดที่สุด แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ การเลือก น้ำยาฆ่าเชื้อใส่แผล ผิดประเภท นอกจากจะสร้างความเจ็บปวดทรมานโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจทำลายเซลล์เนื้อเยื่อดีและชะลอการสมานบาดแผลให้ช้าลงกว่าเดิม
คุณสมบัติทางเคมีและความแตกต่างของน้ำยาฆ่าเชื้อแต่ละชนิด
น้ำยาทำความสะอาดและยาสังหารเชื้อโรคแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์ทางเคมีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเข้าใจธรรมชาติของตัวยาจะช่วยให้เลือกใช้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
1. แอลกอฮอล์ล้างแผล (Ethyl หรือ Isopropyl Alcohol 70%)
แอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70% ออกฤทธิ์โดยการแปลงสภาพโปรตีน (Protein Denaturation) ของเชื้อโรค ทำให้ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัสบางชนิดได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม แอลกอฮอล์มีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อสดของมนุษย์ (Cytotoxic) หากนำไปเทราดลงบนบาดแผลเปิดโดยตรง สารเคมีจะทำลายเซลล์เนื้อเยื่อที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่ (Granulation Tissue) ทำให้บาดแผลแสบร้อนอย่างรุนแรง เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น และทำให้แผลหายช้าลง
2. โพวิโดน-ไอโอดีน หรือเบทาดีน (Povidone-Iodine)
โพวิโดน-ไอโอดีน เป็นสารประกอบเชิงซ้อนระหว่างไอโอดีนและโพลีไวนิลไพร์โรลิโดน ตัวยาจะค่อยๆ ปลดปล่อยไอโอดีนอิสระออกมาทำลายผนังเซลล์และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้อย่างครอบคลุม ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส จุดเด่นคือมีความอ่อนโยนต่อเนื้อเยื่อมากกว่าแอลกอฮอล์ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนรุนแรง แต่หากใช้ในปริมาณมากเกินไป หรือใช้กับแผลเปิดขนาดใหญ่ในเด็กทารก อาจเกิดการดูดซึมไอโอดีนเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ได้
3. ยาแดง (Mercurochrome / Merbromin)
ยาแดงเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อรุ่นเก่าที่มีส่วนประกอบของปรอทและโบรมีน แม้ในอดีตจะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากไม่แสบแผล แต่ในปัจจุบันสมาคมแพทย์และองค์กรอนามัยระดับสากลได้ยกเลิกการใช้ยาแดงในเวชปฏิบัติทั่วไปแล้ว เนื่องจากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อต่ำ และมีความเสี่ยงต่อการได้รับพิษจากปรอทสะสมผ่านการซึมซับเข้าสู่บาดแผล
การจับคู่ประเภทของบาดแผลกับน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
เพื่อให้การสมานตัวของบาดแผลเป็นไปอย่างสมบูรณ์และลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น การเลือกใช้สารทำความสะอาดให้ตรงกับลักษณะบาดแผลถือเป็นหัวใจสำคัญ
- แผลถลอกและแผลตื้นสด (Abrasions & Minor Cuts): อันดับแรกควรล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution) หรือน้ำสะอาดเพื่อล้างสิ่งสกปรกออก หากต้องการใช้ น้ำยาฆ่าเชื้อใส่แผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ให้เลือกใช้โพวิโดน-ไอโอดีนทาบางๆ บริเวณบาดแผล
- การทำความสะอาดผิวหนังรอบบาดแผล (Surrounding Intact Skin): แอลกอฮอล์ 70% เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเช็ดทำความสะอาด ผิวหนังที่ปกติและไม่มีแผลรอบๆ บาดแผล ในระยะห่างประมาณ 2-3 เซนติเมตร เพื่อกำจัดเชื้อโรคบนผิวหนังภายนอกไม่ให้เข้าสู่บาดแผล แต่ต้องระวังไม่ให้สัมผัสโดนเนื้อเยื่อแผลสด
- แผลเปิดขนาดใหญ่ แผลลึก หรือแผลไฟไหม้ (Deep Wounds & Burns): ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นชนิดใดๆ เทราดลงไปในแผลโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อชั้นลึกเกิดการไหม้พานและตายเพิ่มขึ้น ควรใช้เพียงน้ำเกลือสะอาดล้างผ่าน ใช้ผ้าสะอาดกดห้ามเลือด แล้วนำส่งโรงพยาบาลทันที
ข้อแนะนำและขีดจำกัดในการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในชีวิตประจำวัน
หลักการสำคัญที่สุดในการดูแลบาดแผลตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ คือ "ความสะอาดและการรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ใช่การประโคมยาฆ่าเชื้อปริมาณมาก"
น้ำยาฆ่าเชื้อมีประโยชน์ในระยะเริ่มต้นเพื่อลดปริมาณเชื้อโรค แต่หากใช้ต่อเนื่องนานเกินไป ตัวยาจะไปรบกวนกระบวนการสร้างซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ผิวหนัง ข้อปฏิบัติตามหลักวิชาการสำหรับการดูแลแผลในชีวิตประจำวัน ได้แก่:
1. เริ่มจากน้ำเกลือสะอาดเสมอ: น้ำเกลือปราศจากเชื้อความเข้มข้น 0.9% เป็นสารละลายที่มีความดันออสโมติกเท่ากับเซลล์ในร่างกาย ไม่ทำให้แสบ และไม่ทำลายเนื้อเยื่อ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการล้างบาดแผล
2. เลิกใช้ยาแดงอย่างถาวร: หากยังมีติดอยู่ในตู้ยาประจำบ้าน ควรทิ้งทันทีเนื่องจากมีอันตรายจากสารปรอทตกค้าง
3. หลีกเลี่ยงการใส่แอลกอฮอล์ลงบนแผลเปิด: จำไว้เสมอว่าแอลกอฮอล์มีไว้เช็ดรอบแผล หรือเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ทางการแพทย์เท่านั้น
4. สังเกตสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ: หากดูแลบาดแผลแล้วพบว่า มีอาการปวด บวม แดง ร้อน เพิ่มมากขึ้น มีหนองไหล หรือเริ่มมีไข้ ถือเป็นขีดจำกัดของการดูแลแผลด้วยตนเองที่บ้าน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมต่อไป