ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาวะท้องผูกในเด็กเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเวชปฏิบัติกุมารเวชกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัว การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น บทความนี้มุ่งเน้นการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการประเมินและวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็ก ตั้งแต่อาการทางคลินิก สัญญาณเตือนภัย ไปจนถึงแนวทางการตรวจที่จำเป็นตามหลักวิชาการ

อาการแสดงทางคลินิกของภาวะท้องผูกในทารกและเด็กเล็ก

การวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็กเริ่มต้นจากการสังเกตอาการและพฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามช่วงวัย

ในทารก (แรกเกิดถึง 12 เดือน)

  • อุจจาระแข็งและเป็นก้อน: อุจจาระที่แห้ง แข็ง คล้ายก้อนกระสุน หรืออุจจาระแพะ
  • ความถี่ในการขับถ่ายลดลง: โดยเฉพาะในทารกที่ดื่มนมแม่ อาจขับถ่ายน้อยลงเป็นเรื่องปกติ แต่หากทารกมีอาการไม่สุขสบายร่วมด้วย ควรพิจารณา
  • อาการเบ่งรุนแรง: ทารกอาจเบ่งด้วยความยากลำบาก หน้าแดง และแสดงความไม่สบายตัว
  • ปวดท้องหรือไม่สบายตัว: ทารกอาจร้องกวนบ่อย งอตัว หรือมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ
  • อุจจาระเปื้อนกางเกง: อาจพบรอยอุจจาระเหลวเปื้อนออกมาด้านนอก (soiling) ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะอุจจาระอุดตันในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (fecal impaction) ทำให้มีอุจจาระเหลวไหลรั่วซึมออกมา

ในเด็กเล็กและเด็กโต (1 ปีขึ้นไป)

  • ความถี่ในการขับถ่ายลดลง: น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • อุจจาระแข็ง ขนาดใหญ่ หรือเจ็บปวดขณะขับถ่าย: เด็กอาจกลัวการขับถ่ายเนื่องจากความเจ็บปวด
  • ปวดท้องหรือไม่สบายตัว: มักปวดท้องส่วนล่างหรือบริเวณรอบสะดือ ซึ่งอาการปวดมักจะดีขึ้นหลังขับถ่าย
  • มีพฤติกรรมการอั้นอุจจาระ: เช่น ยืนไขว้ขา เกร็งก้นซ่อนตัว ไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวดหรือความกลัวการขับถ่าย
  • อุจจาระเปื้อนกางเกง (Encopresis): การขับถ่ายอุจจาระโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งมักเป็นผลมาจากภาวะอุจจาระอุดตันเรื้อรัง (chronic fecal impaction)
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน: อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ท้องผูกรุนแรง
  • พบเลือดปนอุจจาระ: อาจเกิดจากรอยแยกที่ทวารหนัก (anal fissure) ซึ่งเป็นผลมาจากอุจจาระแข็งบาดทวาร

สัญญาณเตือนภัยที่บ่งชี้ภาวะท้องผูกร้ายแรงหรือต้องการการตรวจพิเศษ (Red Flags)

แม้ว่าภาวะท้องผูกส่วนใหญ่ในเด็กจะทำงานได้ดี (functional constipation) แต่มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งชี้ถึงภาวะท้องผูกที่อาจมีสาเหตุทางกายภาพที่ร้ายแรง หรือต้องการการประเมินและการตรวจเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

  • ท้องผูกตั้งแต่แรกเกิด: ไม่ถ่ายอุจจาระภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • ถ่ายเมโคนีเมียมช้า: ถ่ายขี้เทาช้าเกิน 48 ชั่วโมงหลังคลอดในทารกครบกำหนด
  • ประวัติครอบครัวมีภาวะ Hirschsprung’s disease: เพิ่มความเสี่ยงของโรคนี้
  • การเติบโตล้มเหลว (Failure to thrive): น้ำหนักและส่วนสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์
  • ท้องอืดรุนแรงหรือไม่ลดลง: ท้องป่องแข็ง แม้จะขับถ่ายแล้วก็ยังไม่ยุบ
  • อาเจียนมีน้ำดีปน (Bilious vomiting): บ่งชี้ภาวะลำไส้อุดตัน
  • ไข้: โดยเฉพาะเมื่อมีอาการท้องอืดและปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย
  • เลือดออกทางทวารหนักจำนวนมาก: นอกจากรอยแยกเล็กน้อย
  • ความผิดปกติของไขสันหลังส่วนปลาย: เช่น มีก้อน หรือรอยบุ๋มผิดปกติที่หลังส่วนล่าง, ปัญหาการเดิน, ความอ่อนแรงของขา
  • ภาวะสะท้อนของขาที่ผิดปกติ: หรือขาดไป
  • รูทวารหนักผิดปกติ: เช่น รูทวารแคบ, รูทวารที่อยู่ผิดตำแหน่ง (ectopic anus)
  • กล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักตึงตัวผิดปกติ: ทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน: ท้องผูกยังคงอยู่แม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว

การประเมินและวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็ก

กระบวนการวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็กประกอบด้วยการซักประวัติที่ละเอียด การตรวจร่างกาย และการตรวจทางทวารหนัก

1. การซักประวัติอย่างละเอียด

  • ลักษณะการขับถ่าย: ความถี่, ลักษณะอุจจาระ (ใช้ Bristol Stool Chart), ขนาด, ความเจ็บปวดขณะขับถ่าย
  • พฤติกรรมการอั้นอุจจาระ: เด็กมีพฤติกรรมการอั้นอุจจาระหรือไม่
  • อาการร่วม: ปวดท้อง, เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, อาเจียน, อุจจาระเปื้อนกางเกง (encopresis)
  • ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต: ประวัติการถ่ายขี้เทา, โรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ต่ำ, โรคทางระบบประสาท, การใช้ยาบางชนิด
  • ประวัติอาหาร: การบริโภคน้ำ, ใยอาหาร, นมวัว
  • ประวัติครอบครัว: ภาวะท้องผูกในสมาชิกครอบครัว, ประวัติ Hirschsprung’s disease
  • ประวัติพัฒนาการและสังคม: การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม, การฝึกขับถ่าย, ความเครียดในเด็ก

2. การตรวจร่างกาย

  • การตรวจช่องท้อง: คลำหามวลอุจจาระในลำไส้ใหญ่ (fecal mass), ประเมินอาการท้องอืด, ดูรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด
  • การประเมินการเจริญเติบโต: ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อดูภาวะการเติบโตล้มเหลว
  • การตรวจระบบประสาท: ตรวจสอบกำลังกล้ามเนื้อขา, รีเฟล็กซ์, และความผิดปกติของไขสันหลังส่วนปลาย (sacral dimple, hairy tuft, skin tag)
  • การตรวจทวารหนักและบริเวณรอบทวารหนัก:
    • การตรวจดู (Inspection): รอยแยกทวารหนัก (anal fissure), รูทวารผิดปกติ, ริดสีดวงทวาร
    • การคลำทวารหนัก (Digital Rectal Examination - DRE):
      • ประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก (anal tone)
      • ตรวจหาอุจจาระอุดตันในทวารหนัก (fecal impaction)
      • ประเมินขนาดของแอมพูลลาของไส้ตรง (rectal ampulla) – ในภาวะท้องผูกเรื้อรังจากสาเหตุทาง functional มักพบว่ามีอุจจาระปริมาณมากและแอมพูลลาขยายตัว แต่ในภาวะ Hirschsprung’s disease มักพบแอมพูลลาว่างเปล่าหรือไม่ขยายตัว
      • ตรวจหาเลือดในอุจจาระ (fecal occult blood)

บทบาทของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ภาพถ่ายรังสีเพื่อแยกโรคและยืนยันการวินิจฉัย รวมถึงการวินิจฉัยแยกโรค

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะท้องผูกในเด็กส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และไม่จำเป็นต้องมีการตรวจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีสัญญาณเตือนภัย หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น อาจจำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายรังสี

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจเลือด:
    • ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid function test): เพื่อคัดกรองภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (hypothyroidism) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของท้องผูก
    • ระดับแคลเซียม (Serum calcium): เพื่อคัดกรองภาวะ hypercalcemia
    • ระดับอิเล็กโทรไลต์และยูเรีย/ครีอะตินิน: ในกรณีสงสัยภาวะขาดน้ำ หรือโรคไต
  • การตรวจอุจจาระ:
    • การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal occult blood): หากสงสัยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
    • การตรวจหาพยาธิในอุจจาระ: หากมีประวัติเสี่ยง

การตรวจภาพถ่ายรังสี

  • ภาพถ่ายรังสีช่องท้อง (Plain abdominal radiograph):
    • สามารถช่วยประเมินปริมาณของอุจจาระที่สะสมในลำไส้ใหญ่ และยืนยันภาวะอุจจาระอุดตัน (fecal impaction)
    • อาจช่วยบ่งชี้ภาวะลำไส้อุดตันในกรณีที่มีอาการรุนแรง แต่ไม่สามารถใช้แยก functional constipation จาก Hirschsprung’s disease ได้อย่างแม่นยำ
  • การสวนแป้ง barium enema:
    • เป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรค Hirschsprung’s disease โดยจะพบการเปลี่ยนแปลงของเส้นผ่านศูนย์กลางลำไส้ใหญ่ (transition zone) และลำไส้ส่วนปลายที่แคบกว่าปกติ
    • ควรทำโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรงดการสวนอุจจาระก่อนตรวจเพื่อไม่ให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน
  • Manometry (การตรวจวัดความดันในทวารหนักและไส้ตรง):
    • ใช้ประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักและปฏิกิริยาตอบสนองของไส้ตรง (rectoanal inhibitory reflex - RAIR)
    • การตรวจไม่พบ RAIR เป็นสัญญาณที่สำคัญของ Hirschsprung’s disease
  • Biopsy ของไส้ตรง (Rectal biopsy):
    • เป็น "gold standard" ในการวินิจฉัยโรค Hirschsprung’s disease โดยการตรวจหาการไม่มีอยู่ของเซลล์ประสาท ganglia (aganglionosis) ในชั้น submucosa และ muscularis propria

การวินิจฉัยแยกโรค (Differential Diagnosis)

การวินิจฉัยแยกโรคเป็นสิ่งสำคัญเพื่อแยกภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ (functional constipation) ออกจากสาเหตุทางกายภาพที่อาจร้ายแรง

  • โรค Hirschsprung’s disease: ความผิดปกติแต่กำเนิดที่ไม่มีเซลล์ประสาท ganglia ในลำไส้ส่วนปลาย ส่งผลให้ลำไส้ไม่สามารถบีบตัวได้
  • Hypothyroidism: ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ ทำให้การทำงานของลำไส้ช้าลง
  • Cystic Fibrosis: อาจพบภาวะ meconium ileus ในทารกแรกเกิด
  • Hypercalcemia: ระดับแคลเซียมสูงในเลือด
  • โรคทางระบบประสาท: เช่น Cerebral palsy, Spina bifida, ที่มีผลต่อการควบคุมการขับถ่าย
  • การใช้ยาบางชนิด: เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์, ยาแก้แพ้, ยาเสริมธาตุเหล็ก
  • ความผิดปกติทางกายวิภาคของทวารหนัก/ไส้ตรง: เช่น รูทวารแคบ, anteriorly displaced anus
  • ภาวะลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome - IBS) ชนิดท้องผูก (IBS-C):
    • มักพบในเด็กโตและวัยรุ่น
    • มีอาการปวดท้องเรื้อรังที่สัมพันธ์กับการขับถ่าย (ดีขึ้นหลังขับถ่าย) และมีการเปลี่ยนแปลงของความถี่หรือลักษณะอุจจาระ
    • แตกต่างจาก functional constipation ตรงที่ IBS มีอาการปวดท้องเป็นอาการเด่นและรบกวนชีวิตประจำวันมากกว่า และไม่ได้เกิดจากภาวะอุจจาระอุดตัน
    • การวินิจฉัย IBS ในเด็กต้องเป็นไปตามเกณฑ์ Rome IV

การประเมินและวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็กต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด การตรวจร่างกายที่ครอบคลุม และการพิจารณาถึงสัญญาณเตือนภัยอย่างรอบคอบ แม้ว่าภาวะท้องผูกส่วนใหญ่จะเป็นชนิด functional constipation ที่สามารถจัดการได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการให้ยาระบาย แต่การระบุและแยกโรคที่มีสาเหตุทางกายภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้เด็กได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที การทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ปกครอง และเด็ก จะนำไปสู่ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ