ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาวะท้องผูกในเด็ก: นิยาม เกณฑ์การวินิจฉัย และความแตกต่างของสาเหตุ

ภาวะท้องผูกในเด็กเป็นปัญหาทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลให้แก่ผู้ปกครองอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับนิยาม เกณฑ์การวินิจฉัยตาม เกณฑ์ Rome IV รวมถึงความแตกต่างระหว่างสาเหตุของภาวะท้องผูกในเด็ก เพื่อเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจและการดูแลรักษาที่ถูกต้อง

คำจำกัดความและเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็กตามเกณฑ์ Rome IV

นิยามทั่วไปของภาวะท้องผูกในเด็ก

ภาวะท้องผูกในเด็ก หมายถึง ความผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายหรือไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้อย่างสม่ำเสมอ หรือถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะแข็ง แห้ง ก้อนใหญ่ และยากต่อการขับถ่าย ซึ่งอาจมาพร้อมกับอาการปวดท้อง การเบ่งมากผิดปกติ หรือความรู้สึกไม่สุดของการขับถ่าย การวินิจฉัยภาวะท้องผูกในเด็กจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่ง เกณฑ์ Rome IV เป็นเกณฑ์ที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดสำหรับการวินิจฉัยภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ในเด็ก

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ในเด็กและทารกตาม Rome IV

เกณฑ์ Rome IV แบ่งการวินิจฉัยภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ในเด็กออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ในทารกและเด็กวัยหัดเดิน (Functional Constipation in Infants and Toddlers up to 4 Years Old) และในเด็กโต (Functional Constipation in Children and Adolescents 4 to 18 Years Old) ซึ่งต้องมีอาการอย่างน้อย 2 ข้อ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือนสำหรับทารกและเด็กวัยหัดเดิน หรืออย่างน้อย 2 เดือนสำหรับเด็กโต

  • สำหรับทารกและเด็กวัยหัดเดิน (อายุ 0-4 ปี)

    • อุจจาระมีขนาดใหญ่และแข็งอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์
    • การถ่ายอุจจาระที่ยากลำบากหรือเจ็บปวด
    • มีประวัติการกลั้นอุจจาระ
    • มีอุจจาระเล็ด (fecal incontinence) อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังจากได้รับการฝึกขับถ่ายแล้ว
    • มีก้อนอุจจาระขนาดใหญ่คลำได้ในช่องท้องหรือทางทวารหนัก
    • มีประวัติอุจจาระปริมาณมากจนอุดตันทวารหนัก (impacted stool)
  • สำหรับเด็กโต (อายุ 4-18 ปี)

    • ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์
    • มีอุจจาระเล็ด (fecal incontinence) อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์
    • มีประวัติการกลั้นอุจจาระ
    • มีประวัติการถ่ายอุจจาระที่เจ็บปวดหรือยากลำบาก
    • มีก้อนอุจจาระขนาดใหญ่คลำได้ในช่องท้องหรือทางทวารหนัก
    • มีประวัติอุจจาระปริมาณมากจนอุดตันทวารหนัก (impacted stool)

ความแตกต่างระหว่างท้องผูกเชิงหน้าที่และท้องผูกที่มีสาเหตุทางกาย

การแยกแยะระหว่างภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ (Functional Constipation) และภาวะท้องผูกที่มีสาเหตุทางกาย (Organic Constipation) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนการรักษา เนื่องจากแนวทางการดูแลจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ (Functional Constipation)

ภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดใน ท้องผูกในเด็ก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90-95% ของกรณีทั้งหมด หมายถึง ภาวะท้องผูกที่ไม่มีความผิดปกติทางกายวิภาค สรีรวิทยา หรือชีวเคมีที่เป็นสาเหตุ โดยมักเกิดจากพฤติกรรม เช่น การกลั้นอุจจาระ การรับประทานอาหารที่มีใยอาหารน้อย การดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือการตอบสนองต่อความเจ็บปวดจากการถ่ายอุจจาระครั้งก่อน ทำให้เกิดวงจรของการกลั้นและอุจจาระแข็งมากขึ้น

ภาวะท้องผูกที่มีสาเหตุทางกาย (Organic Constipation)

ภาวะท้องผูกที่มีสาเหตุทางกาย เป็นภาวะที่พบน้อยกว่า แต่มีความสำคัญเนื่องจากมักบ่งชี้ถึงโรคหรือความผิดปกติทางร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างจำเพาะเจาะจง อาการและอาการแสดงบางอย่าง หรือที่เรียกว่า "ธงแดง" (red flags) สามารถช่วยให้แพทย์สงสัยภาวะท้องผูกชนิดนี้ได้ เช่น

  • เริ่มมีอาการท้องผูกตั้งแต่แรกเกิด หรือภายในเดือนแรกของชีวิต
  • ไม่มีการถ่ายขี้เทาภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
  • อาการท้องผูกรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด
  • ท้องอืดเรื้อรังร่วมกับอาเจียน
  • น้ำหนักลดหรือไม่เพิ่มตามเกณฑ์
  • มีเลือดออกทางทวารหนักโดยไม่มีรอยปริขอบทวารหนัก
  • รูทวารหนักผิดปกติ
  • มีไข้
  • พัฒนาการล่าช้า หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย

สาเหตุหลักของภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ในเด็ก

ภาวะท้องผูกเชิงหน้าที่ในเด็กมักเกิดจากปัจจัยหลายประการร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม ดังนี้

  • พฤติกรรมการกลั้นอุจจาระ: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เด็กอาจกลั้นอุจจาระเนื่องจากความเจ็บปวดจากการถ่ายอุจจาระแข็งก่อนหน้า การไม่ต้องการใช้ห้องน้ำสาธารณะ หรือไม่ต้องการหยุดเล่น สิ่งนี้ทำให้อุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่นานขึ้น น้ำถูกดูดซึมออกไปมากขึ้น ทำให้อุจจาระแข็งและถ่ายยากขึ้น

  • การรับประทานอาหารและน้ำไม่เพียงพอ: การบริโภคใยอาหารไม่เพียงพอ และการดื่มน้ำน้อย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กากอาหารขาดปริมาตรและความนุ่ม ทำให้ลำไส้บีบตัวได้ไม่ดีและอุจจาระแข็ง

  • การเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิตของเด็ก เช่น การเดินทาง การเข้าโรงเรียนครั้งแรก การฝึกขับถ่าย หรือความเครียดทางอารมณ์ สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมการขับถ่ายได้

  • การเริ่มอาหารแข็งหรือเปลี่ยนสูตรนม: ในทารก การเริ่มอาหารแข็งเป็นครั้งแรก หรือการเปลี่ยนจากนมแม่เป็นนมผสม หรือการเปลี่ยนชนิดของนมผสม อาจทำให้ระบบทางเดินอาหารต้องปรับตัวและนำไปสู่ภาวะท้องผูกชั่วคราวได้ เนื่องจากร่างกายยังไม่คุ้นชินกับการย่อยอาหารชนิดใหม่หรือปริมาณใยอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป

สาเหตุทางกายภาพ โรคทางเดินอาหาร ยา หรือภาวะทางเมตาบอลิซึมที่เป็นต้นเหตุของท้องผูก

แม้จะพบน้อย แต่ภาวะท้องผูกที่มีสาเหตุทางกายต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่รุนแรง

  • ความผิดปกติทางโครงสร้างของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก:

    • โรค Hirschsprung's disease: เป็นภาวะแต่กำเนิดที่เกิดจากการขาดเซลล์ประสาท (ganglion cells) ในผนังลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้ลำไส้ส่วนนั้นไม่สามารถบีบตัวได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดการอุดตันของอุจจาระและลำไส้ใหญ่ส่วนต้นขยายตัวขึ้น เด็กที่เป็นโรคนี้มักมีอาการท้องผูกรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด หรือไม่ถ่ายขี้เทาภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก

    • รูทวารหนักตีบตัน (Anal stenosis): เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่รูทวารหนักมีขนาดเล็กกว่าปกติ ทำให้อุจจาระผ่านออกได้ยาก

    • ความผิดปกติของไขสันหลัง (Spinal cord abnormalities): เช่น Spina bifida อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้

  • โรคทางระบบประสาท:

    • สมองพิการ (Cerebral palsy): อาจทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อในการเบ่งอุจจาระบกพร่อง
    • โรคความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic neuropathy): ส่งผลต่อการบีบตัวของลำไส้
  • โรคทางเมตาบอลิซึมและต่อมไร้ท่อ:

    • ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด (Congenital hypothyroidism): ทารกที่มีภาวะนี้มักมีอาการท้องผูก ท้องอืด และพัฒนาการล่าช้า
    • ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) หรือภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia): สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อลำไส้
    • โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus): ในบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมลำไส้
  • ผลข้างเคียงจากยา:

    • ยาบางชนิดที่เด็กรับประทาน เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioids), ยาแก้แพ้บางชนิด (antihistamines), ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม หรือยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้
  • ปัญหาอื่นๆ:

    • ภาวะแพ้นมวัว (Cow's milk protein allergy): ในบางรายอาจมีอาการท้องผูกเป็นหนึ่งในอาการแสดง
    • พิษสารตะกั่ว (Lead poisoning): อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องและท้องผูก

การวินิจฉัย ท้องผูกในเด็ก จำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และพิจารณาตาม เกณฑ์ Rome IV อย่างละเอียด เพื่อแยกแยะสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การทำความเข้าใจในความแตกต่างของสาเหตุจะช่วยให้ผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์สามารถให้การดูแลเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาว

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down