เสียงร้องไห้โฮของลูกน้อยขณะนั่งกระโถนหรือเข้าห้องน้ำ พร้อมกับท่าทางพยายามอั้นอุจจาระ ยืนเกร็ง หรือบิดตัวไปมา เป็นภาพที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อแม่ไม่น้อย หลายครอบครัวมาพบหมอด้วยปัญหาลูกถ่ายเจ็บและไม่ยอมถ่ายอุจจาระหลายวัน โดยไม่รู้ว่าต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากแผลฉีกขาดที่ก้นเด็กหรือแผลขอบทวารหนัก (Anal Fissure)
ภาวะนี้แม้จะไม่ใช่อาการร้ายแรงถึงชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการขับถ่ายของเด็กอย่างมาก หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการแก้ไข อาการเจ็บปวดจะทำให้เด็กกลัวการขับถ่าย นำไปสู่วงจรอุบาทว์ของโรคท้องผูกเรื้อรังที่รักษาได้ยากยิ่งขึ้น
ลักษณะอาการที่บ่งชี้ว่าลูกมีแผลฉีกขาดที่ก้น
เยื่อบุบริเวณทวารหนักของเด็กมีความบอบบางมาก เมื่ออุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็งหรือมีขนาดใหญ่เกินไป อาจทำให้เกิดการยืดขยายจนเกิดรอยฉีกขาด คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการเตือนได้ดังนี้
- ร้องไห้หนักหรือแสดงอาการปวดขณะถ่าย: เด็กจะแสดงสีหน้าเจ็บปวด ร้องไห้กระจองอแง หรือบิดตัวไปมาขณะพยายามขับถ่าย
- มีเลือดสดติดออกมา: สังเกตพบรอยเลือดสีแดงสดหยดเล็กๆ ติดอยู่บนผิวของก้อนอุจจาระ หรือติดอยู่บนกระดาษชำระหลังการเช็ดทำความสะอาด
- พฤติกรรมกลั้นอุจจาระ: เด็กจะพยายามเขย่งเท้า หนีบขา ยืนเกร็ง หรือวิ่งหนีเมื่อปวดท้องถ่าย เนื่องจากจดจำความเจ็บปวดจากการถ่ายครั้งก่อน
- มองเห็นรอยแผลบริเวณขอบทวารหนัก: หากสังเกตอย่างระมัดระวัง อาจเห็นรอยร้าวหรือรอยฉีกขาดเล็กๆ สดใหม่บริเวณขอบรูทวารหนัก
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดแผลฉีกขาดที่ก้นเด็ก
การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ได้แก่
1. ภาวะท้องผูกและอุจจาระแข็ง
นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง เมื่ออุจจาระค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป น้ำจะถูกดูดกลับ ทำให้อุจจาระแห้ง แข็ง และมีขนาดก้อนใหญ่ขึ้น เมื่อผ่านเข้าสู่ช่องทวารหนักจึงบาดเยื่อบุจนเป็นแผล
2. วงจักรความเจ็บปวดและการกลั้นถ่าย (Pain-Withholding Cycle)
เมื่อเด็กเคยมีแผลและเจ็บปวดจากการถ่าย สมองจะสั่งการให้กลั้นอุจจาระเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ยิ่งกลั้นไว้นาน อุจจาระยิ่งแข็งขึ้น และเมื่อต้องถ่ายออกในที่สุด ก็จะยิ่งทำให้เกิดแผลฉีกขาดที่ก้นเด็กซ้ำรอยเดิม
3. การเปลี่ยนประเภทอาหารอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนจากนมแม่เป็นนมผง การเริ่มอาหารตามวัยที่เน้นแป้งแต่มีกากใยน้อย หรือเด็กที่ดื่มนมวัวมากเกินไปจนไม่ยอมทานอาหารที่มีไฟเบอร์ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้น
4. อาการท้องเสียอย่างรุนแรง
ไม่ใช่เฉพาะอุจจาระแข็งเท่านั้น การถ่ายเหลวบ่อยครั้ง หรือความเป็นกรดของอุจจาระในภาวะท้องเสีย ก็สามารถกัดกร่อนและทำให้ผิวหนังรอบทวารหนักเปื่อยจนเกิดรอยฉีกขาดได้เช่นกัน
เทคนิคการป้องกันและการดูแลช่องทวารหนักอย่างถูกวิธี
การดูแลเมื่อลูกมีแผลฉีกขาด ต้องทำควบคู่กันทั้งการสมานแผลและการปรับพฤติกรรมการขับถ่าย
blockquote>คำแนะนำจากหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดวงจรอุบาทว์แห่งความเจ็บปวดให้เร็วที่สุด เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าการขับถ่ายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป
- การนั่งแช่น้ำอุ่น (Sitz Bath): ให้ลูกนั่งแช่ในน้ำอุ่นสะอาดประมาณ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะหลังการขับถ่าย น้ำอุ่นจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก ลดอาการปวด และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
- ทำความสะอาดอย่างเบามือ: หลีกเลี่ยงการเช็ดถูด้วยกระดาษชำระแห้งหรือกระดาษเปียกที่มีสารเคมีและน้ำหอม ควรใช้น้ำสะอาดซับเบาๆ แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าผืนนุ่ม
- ใช้สารหล่อลื่นและยาทาภายนอก: การทาปิโตรเลียมเจลลี่ หรือยาทาที่กุมารแพทย์แนะนำบริเวณขอบทวารหนักก่อนการขับถ่าย จะช่วยลดการเสียดสีและบรรเทาอาการเจ็บปวด
- จัดท่าทางการขับถ่ายให้เหมาะสม: สำหรับเด็กโตที่นั่งชักโครก ควรมีเก้าอี้เล็กๆ วางรองเท้า เพื่อให้เข่าอยู่สูงกว่าสะโพกเล็กน้อย ท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อเชิงก้านหย่อนตัวและขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
อาหารที่ช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น แก้ปัญหาลูกถ่ายเจ็บ
โภชนาการที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญในการปรับให้อุจจาระมีนิ่ม ตัวก้อนยืดหยุ่น และเคลื่อนผ่านทวารหนักได้โดยไม่เกิดบาดแผล
1. เพิ่มปริมาณใยอาหาร (Fiber)
เน้นผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงและมีฤทธิ์ช่วยระบายอ่อนๆ เช่น
- ลูกพรุนหรือน้ำลูกพรุน: มีสารซอร์บิทอลที่ช่วยดึงน้ำเข้าสู่อุจจาระ
- มะละกอสุก แก้วมังกร และส้ม: มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและมีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง
- ผักใบเขียวและผักหัว: เช่น ตำลึง ผักกาดขาว และฟักทอง นำมาบดหรือต้มเปื่อยผสมในมื้ออาหาร
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน
น้ำคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ไฟเบอร์พองตัวและทำให้อุจจาระนุ่ม ควรให้เด็กจิบน้ำสะอาดเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน
3. ปรับปริมาณการดื่มนม
สำหรับเด็กวัยหลัง 1 ขวบ การดื่มนมวัวมากเกินไป (เกิน 2-3 แก้วต่อวัน) อาจทำให้แน่นท้อง ไม่อยากทานอาหารหลักที่มีกากใย และทำให้ท้องผูกได้ง่ายขึ้น
เมื่อไหร่ที่ควรพาไปพบกุมารแพทย์
หากปฏิบัติตามขั้นตอนข้างต้นแล้วอาการลูกถ่ายเจ็บยังไม่ดีขึ้นภายใน 1 อาทิตย์ ลูกยังมีเลือดออกปริมาณมาก มีไข้ แผลดูอักเสบแดงมาก หรือลูกกลั้นถ่ายจนท้องอืดแน่น ควรพามาพบกุมารแพทย์เพื่อประเมินอาการและอาจจำเป็นต้องใช้ยาระบายกลุ่มที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มลงในระยะสั้น ให้แผลมีเวลาสมานตัวจนหายดีอย่างสมบูรณ์