ไขข้อข้องใจเมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่ทันตั้งตัว
นั่งทำงานอยู่เงียบๆ หรือกำลังจะเคลิ้มหลับ แต่จู่ๆ หัวใจกลับเต้นรัวแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ ราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอน ทั้งที่ไม่ได้กำลังตื่นเต้น กังวล หรือออกแรงใดๆ ความรู้สึกนี้มักสร้างความหวาดกลัวและทำให้เกิดคำถามในใจว่า ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรอยู่หรือไม่
แม้ว่าความเครียดหรือภาวะวิตกกังวลจะเป็นปัจจัยยอดฮิตที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว แต่ในทางการแพทย์ยังมี สาเหตุหัวใจเต้นเร็ว อีกหลายประการที่แฝงอยู่อย่างเงียบๆ โดยเกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการทำงานของร่างกาย ยาประจำตัวที่รับประทานอยู่ ตลอดจนสารกระตุ้นรอบตัวที่คุณอาจมองข้ามไป
ปัจจัยแฝงจากโรคและความผิดปกติของระบบร่างกาย
เมื่อระบบภายในร่างกายเกิดความผิดสมดุล ระบบประสาทอัตโนมัติและหัวใจมักจะเป็นอวัยวะแรกๆ ที่แสดงอาการตอบสนอง โรคทางกายที่มักเป็นชนวนเหตุ ได้แก่:
- ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism): ฮอร์โมนไทรอยด์มีหน้าที่ควบคุมกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย หากต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ฮอร์โมนที่ล้นเกินจะไปกระตุ้นตัวรับสัญญาณที่หัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วและแรง ร่างกายเผาผลาญสูง มีอาการเหงื่อออกง่าย ขี้ร้อน และน้ำหนักลดร่วมด้วย
- ภาวะโลหิตจางรุนแรง (Severe Anemia): เมื่อเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินในเลือดลดต่ำลง ร่างกายจะขาดพาหะนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นด้วยการสูบฉีดเลือดให้เร็วและถี่ขึ้นเพื่อชดเชยออกซิเจนที่ขาดหายไป ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว หน้ามืด และเหนื่อยง่าย
- ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ไม่สมดุล (Dehydration and Electrolyte Imbalance): การเสียน้ำจากท้องเสีย เหงื่อออกมาก หรือดื่มน้ำน้อย จะทำให้ปริมาตรเลือดในร่างกายลดลง ความดันโลหิตตก ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ นอกจากนี้ การสูญเสียเกลือแร่สำคัญ โดยเฉพาะโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกระแสไฟฟ้าหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis): เมื่อเกิดการติดเชื้อรุนแรง ร่างกายจะหลั่งสารอักเสบจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลดลง ร่วมกับมีไข้สูง ปัจจัยเหล่านี้จะเร่งให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที
- ภาวะเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma): แม้จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่เนื้องอกชนิดนี้จะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีนออกมาเป็นระยะๆ หรือตลอดเวลา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นรัว ปวดศีรษะรุนแรง เหงื่อออกมาก และความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
ผลกระทบจากยา สารกระตุ้น และภาวะถอนยา
นอกเหนือจากโรคทางกายแล้ว สารเคมีหรือยาที่เข้าสู่ร่างกายในชีวิตประจำวันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มองข้ามไม่ได้
- ยากลุ่มขยายหลอดลม (Bronchodilators): ยาที่ใช้รักษาโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) มีกลไกกระตุ้น ตัวรับเบต้า (Beta-receptors) ซึ่งนอกจากจะช่วยขยายหลอดลมแล้ว ยังมีผลข้างเคียงกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและมีอาการมือสั่น
- ยาลดมูกและยาแก้หวัด (Decongestants): ยาลดมูกที่มีส่วนผสมของ Pseudoephedrine หรือ Phenylephrine มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งสามารถกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจเต้นเร็วขึ้นได้
- สารคาเฟอีนและสารกระตุ้น (Caffeine and Stimulants): การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดที่มีสารกระตุ้น จะไปยับยั้งตัวรับอะดิโนซีน (Adenosine receptors) ในสมองและกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความไวต่อคาเฟอีน
- ภาวะถอนสุราหรือสารเสพติดเฉียบพลัน (Acute Withdrawal Syndrome): เมื่อร่างกายที่เคยชินกับสารกดระบบประสาท เช่น แอลกอฮอล์ หยุดรับสารดังกล่าวอย่างฉับพลัน ระบบประสาทอัตโนมัติจะเกิดภาวะรีบาวด์ (Rebound effect) ส่งผลให้ระบบประสาทตื่นตัวเกินขนาด หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และมีอาการสั่นหรือกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง
แนวทางการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง
การสืบค้น สาเหตุหัวใจเต้นเร็ว ที่ถูกต้อง จำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างละเอียด ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือคิดไปเองว่าเป็นเพียงความเครียดชั่วคราว
หากมีอาการหัวใจเต้นเร็วร่วมกับสัญญาณเตือนอันตราย เช่น เจ็บแน่นหน้าอก หายใจขัด วูบ หน้ามืด หรือหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์ ณ ห้องฉุกเฉินทันที
ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างถี่ถ้วน ทั้งประวัติการใช้ยา อาหารเสริม พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่ม คาเฟอีน และประวัติโรคประจำตัว จากนั้นจะดำเนินการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น:
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG): เพื่อประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจและตรวจหาความผิดปกติของระบบกระแสไฟฟ้าหัวใจขณะมีอาการ
- การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid panel) ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาภาวะโลหิตจาง และตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes)
- การติดเครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง (Holter Monitoring): ในกรณีที่อาการหัวใจเต้นเร็วเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ เพื่อบันทึกจังหวะหัวใจตลอดการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram): เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจ
หัวใจที่เต้นเร็วโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนเปรียบเสมือนสัญญาณสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายส่งออกมา การสังเกตตัวเอง และการเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างตรงจุดจากแพทย์ จะช่วยให้พบสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการรักษาอย่างปลอดภัย ป้องกันคอมพลิเคชันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ