เมื่อหัวใจส่งสัญญาณเตือน: ทำความเข้าใจอาการเต้นผิดจังหวะ
หลายคนเคยเจอประสบการณ์อยู่ๆ หัวใจก็เต้นแรงตึกตักขึ้นมาโดยไม่ได้ออกกำลังกาย หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นสะดุด แวบหายไปหนึ่งจังหวะ จนเกิดความสงสัยและกังวลว่านี่คือความเครียด กาแฟถ้วยเมื่อเช้า หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงกันแน่ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นหนึ่งในปัญหาการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจที่พบบ่อยในตรวจรักษาประจำวัน แม้บางชนิดอาจไม่ опасอันตรายรุนแรง แต่บางชนิดอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างทันท่วงที
จำแนกประเภทภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พบบ่อย
ระบบไฟฟ้าหัวใจทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวและขยายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างเป็นจังหวะ เมื่อมีความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น จะส่งผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป โดยประเภทที่พบบ่อยในทางคลินิก ได้แก่
1. ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AFib)
เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความดันโลหิตสูง เกิดจากหัวใจห้องบนมีการกำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติกระจายไปทั่ว ส่งผลให้หัวใจห้องบนสั่นพลิ้วแทนที่จะบีบตัวเป็นจังหวะ และส่งสัญญาณไปยังหัวใจห้องล่างอย่างไม่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยมักรู้สึกใจสั่น เต้นไม่เป็นจังหวะ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ความน่ากลัวของภาวะนี้คือการเกิดลิ่มเลือดตกค้างในหัวใจห้องบน ซึ่งอาจหลุดไปอุดตันเส้นเลือดสมอง ทำให้เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
2. ภาวะหัวใจเต้นเร็วเหนือห้องล่าง (Supraventricular Tachycardia: SVT)
มักพบในคนวัยทำงานหรือคนอายุน้อยที่ไม่มีโรคหัวใจเดิมมาก่อน เกิดจากมีจุดกำเนิดไฟฟ้าหรือวงจรไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณหัวใจห้องบน ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน อยู่ระหว่าง 150 ถึง 220 ครั้งต่อนาที อาการมักเกิดขึ้นทันทีทันใด เช่น นั่งอยู่เฉยๆ แล้วหัวใจเต้นเร็วรวดเร็วมาก และอาจหยุดได้เองทันทีเช่นกัน
3. ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ (Ventricular Tachycardia: VT)
จัดเป็นภาวะวิกฤตทางกล้ามเนื้อหัวใจที่อันตรายมาก เกิดจากสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติที่เริ่มต้นจากหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นห้องหลักในการฉีดฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เมื่อหัวใจห้องล่างเต้นเร็วเกินไป ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการรับเลือดและฉีดเลือด ออกไปเลี้ยงร่างกายและสมอง ส่งผลให้ความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็ว และอาจพัฒนากลายเป็นภาวะหัวใจห้องล่างสั่นพลิ้ว (Ventricular Fibrillation) จนทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น
สังเกตอาการร่วมวิกฤต: สัญญาณอันตรายที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที
แม้ว่าอาการใจสั่นอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว เช่น กาเฟอีน ความอดนอน หรือความวิตกกังวล แต่หากมี อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ร่วมกับสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบนำส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
- หน้ามืด วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง: แสดงถึงปริมาณเลือดที่สูบฉีดไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลัน
- รู้สึกคล้ายจะเป็นลม หรือหมดสติ (Syncope): เป็นสัญญาณเตือนขั้นวิกฤตที่ชี้ว่าสมองขาดเลือดเลี้ยงชั่วขณะ จากการที่หัวใจเต้นเร็วหรือช้าจนไม่สามารถรักษาความดันโลหิตไว้ได้
- แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือร้าวไปที่แขนและคอ: อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันร่วมด้วย
- เหนื่อยหอบ หายใจไม่ทัน นอนราบไม่ได้: เกิดจากระบบการไหลเวียนเลือดล้มเหลว จนเริ่มมีภาวะน้ำท่วมปอดหรือหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
การประเมินความเสี่ยงและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์
เมื่อพบผู้ป่วยหรือตนเองมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ การประเมินสถานการณ์และปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในนาทีแรก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย
การประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น
บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตับ โรคกล้ามเนื้อหัวใจโต โรคลิ้นหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ
ขั้นตอนการปฏิบัติตัวและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
หากเริ่มรู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ หรือมีอาการร่วมเบื้องต้น ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้
- หยุดกิจกรรมทั้งหมดทันที: ให้นั่งพักบนเก้าอี้ที่มีพิง หรือนอนราบกับพื้น เพื่อป้องกันการล้มหัวกระแทกหากเกิดอาการหมดสติ
- ปลดเสื้อผ้าให้หลวม: คลายกระดุมเสื้อหรือเข็มขัดเพื่อให้หายใจได้สะดวก และให้อยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
- ตั้งสติและหายใจเข้าลึกๆ: การสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ ถอนหายใจออกช้าๆ จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งมีส่วนช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ป่วยบางกลุ่มได้
- จับชีพจรเบื้องต้น: หากทำได้ ให้ลองใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะบริเวณข้อหัตถ์ด้านซ้ายเพื่อสังเกตว่า จังหวะการเต้นสม่ำเสมอหรือไม่ และเต้นเร็วมากน้อยเพียงใด เพื่อนำข้อมูลไปแจ้งแพทย์
ข้อควรระวังสำคัญ: หากพบผู้ป่วยมีอาการหมดสติ ไม่รู้สึกตัว และไม่หายใจ ให้รีบโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 ทันที และเริ่มทำการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) ร่วมกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) หากมีอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
บทสรุปและคำแนะนำจากแพทย์
ร่างกายของเรามักส่งสัญญาณเตือนเสมอเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น การไม่มองข้ามอาการใจสั่น หน้ามืด หรือแน่นหน้าอก คือหัวใจสำคัญในการป้องกันโรคร้าย หากมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวแล้วหายไป ก็ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดด้วยการคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือการติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุด