โดนน้ำร้อนลวก ผิวหนังพองเป็นถุงน้ำ: รับมืออย่างไรให้ถูกวิธีและปลอดภัย
ขณะกำลังยกชามแกงร้อนๆ หรือเตรียมน้ำอุ่นให้ลูกน้อย เพียงเสี้ยววินาทีที่อุบัติเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น น้ำร้อนที่รดลงบนผิวหนังสร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง และไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มพร้อมกับมีถุงน้ำใสพองโตขึ้นมา สถานการณ์ชวนตกใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่หมอมักได้รับคำถามจากคุณพ่อคุณแม่และผู้ป่วยอยู่เสมอ การตั้งสติและรู้วิธีจัดการที่ถูกต้องตั้งแต่ช่วงนาทีแรก มีผลอย่างมากต่อการลดความรุนแรงของบาดแผล การป้องกันการติดเชื้อ และการลดโอกาสเกิดแผลเป็นในระยะยาว
1. การจำแนกระดับความลึกของแผลไฟไหม้และการประเมินพื้นที่ผิวที่ได้รับบาดเจ็บ
ความรุนแรงของแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดแผลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "ระดับความลึกของบาดแผล" และ "สัดส่วนพื้นที่ผิวร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ" โดยทางการแพทย์แบ่งออกเป็นดังนี้
ระดับความลึกของแผลไฟไหม้ (Degree of Burn)
- แผลลึกระดับที่ 1 (First-degree burn): ความเสียหายอยู่เฉพาะผิวหนังชั้นนอกสุด (Epidermis) ผิวจะมีลักษณะแดง แห้ง กดแล้วสีแดงจะจางลง มีอาการเจ็บแสบ แต่ไม่มีถุงน้ำพอง เช่น แผลไหม้แดด หรือน้ำร้อนเดือดกระเด็นใส่เล็กน้อย มักหายได้เองภายใน 3-7 วัน โดยไม่ทิ้งแผลเป็น
- แผลลึกระดับที่ 2 (Second-degree burn): ความเสียหายลึกลงมาถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) แบ่งเป็น 2 ระดับย่อย:
- ระดับที่ 2 ชั้นตื้น (Superficial partial-thickness): เป็นระดับที่พบได้บ่อยเมื่อถูกน้ำร้อนลวก ผิวจะมีสีแดง จัดว่าปวดแสบปวดร้อนมาก และเกิดถุงน้ำพอง (Blister) ที่มีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี จะหายได้ใน 2-3 สัปดาห์
- ระดับที่ 2 ชั้นลึก (Deep partial-thickness): บาดแผลจะลึกถึงชั้นหนังแท้ส่วนล่าง ผิวจะมีสีขาวสลับแดง ถุงน้ำอาจแตกง่าย อาการปวดอาจน้อยกว่าระดับชั้นตื้นเนื่องจากเส้นประสาทรับความรู้สึกเริ่มถูกทำลาย มักใช้เวลารักษานานกว่า 3 สัปดาห์ และมีโอกาสเกิดแผลเป็นดึงรั้งสูง
- แผลลึกระดับที่ 3 (Third-degree burn): ความเสียหายทำลายผิวหนังทุกชั้นลงไปถึงชั้นไขมัน กล้ามเนื้อ หรือกระดูก ผิวหนังจะมีลักษณะแห้ง แข็งเหมือนแผ่นหนัง มีสีขาวด้าน สีน้ำตาล หรือสีไหม้เกรียม ในระดับนี้ผู้ป่วยมักไม่รู้สึกเจ็บปวดบริเวณศูนย์กลางแผล เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลายทั้งหมด ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที
การประเมินพื้นที่ผิวร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ (TBSA)
การประเมินเปอร์เซ็นต์พื้นที่ผิวที่ถูกไหม้ (Total Body Surface Area: TBSA) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความเสี่ยงต่อการช็อกจากการสูญเสียน้ำ
- กฎฝ่ามือ (Palm Method): วิธีประเมินเบื้องต้นที่ง่ายที่สุดคือ การใช้ขนาดฝ่ามือของผู้ป่วยเอง (นับรวมนิ้วมือทั้ง 5 นิ้ว) เทียบเท่ากับพื้นที่ประมาณ 1% ของร่างกาย
- ความแตกต่างระหว่างเด็กและผู้ใหญ่: ในผู้ใหญ่ หมอจะใช้วิธีคำนวณ Rule of Nines (แบ่งส่วนร่างกายเป็นส่วนละ 9%) แต่ในเด็กเล็ก สัดส่วนร่างกายจะแตกต่างกันอย่างมาก โดยเด็กจะมีสัดส่วนศีรษะที่ใหญ่กว่าผู้ใหญ่ (ศีรษะเด็กอาจคิดเป็น 18% ขณะที่ผู้ใหญ่คิดเป็น 9%) และขาทั้งสองข้างมีพื้นที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น หากเด็กเกิดบาดแผลไฟไหม้ แม้ดูเหมือนไม่กว้างมาก ก็อาจคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ TBSA ที่สูงและอันตรายกว่าผู้ใหญ่ได้
2. ขั้นตอนการปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกอย่างถูกวิธี
การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ในนาทีแรกๆ มีเป้าหมายสำคัญคือการหยุดการถ่ายเทความร้อนลงสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป และรักษาความสะอาดของบาดแผล
วิธีปฐมพยาบาลเมื่อโดนน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ทั่วไป
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานดังต่อไปนี้:
- 1. ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที (Cooling): ให้น้ำสะอาดอุณหภูมิห้อง (น้ำประปาสะอาด) ไหลผ่านบาดแผลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-20 นาที การทำเช่นนี้จะช่วยลดอุณหภูมิของผิวหนัง บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน และยับยั้งไม่ให้ความร้อนทำลายเซลล์ผิวหนังลึกลงไปมากกว่าเดิม
- 2. ถอดเครื่องประดับและเสื้อผ้า: รีบถอดแหวน นาฬิกา หรือเสื้อผ้าบริเวณใกล้เคียงออกอย่างเบามือ ก่อนที่แผลจะเริ่มบวม หากเสื้อผ้าติดแน่นกับบาดแผล ห้ามดึงรั้งอย่างรุนแรง ให้ใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าส่วนรอบๆ ออกแทน
- 3. ปิดแผลด้วยผ้าสะอาด: ใช้ผ้า gause ปราศจากเชื้อ หรือผ้าสะอาดแห้งและนุ่ม ปิดปกคลุมแผลไว้หลวมๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อม
การรับมือแผลไฟไหม้จากสารเคมีและกระแสไฟฟ้า
กรณีบาดแผลเกิดจากสาเหตุเฉพาะ จะมีหลักปฏิบัติเพิ่มเติมดังนี้:
- แผลจากสารเคมี: หากเป็นสารเคมีชนิดผง ให้ปัดผงเคมีออกจากผิวหนังให้หมดก่อน ห้ามใช้น้ำราดทันทีเพราะเคมีบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับน้ำเกิดความร้อนสูง จากนั้นชะล้างด้วยน้ำสะอาดไหลผ่านเป็นปริมาณมากอย่างน้อย 20-30 นาที ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออกทั้งหมด
- แผลจากกระแสไฟฟ้า: สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของผู้ช่วยเหลือ ต้องตัดกระแสไฟก่อนเข้าช่วยเสมอ บาดแผลจากไฟฟ้ามักมองเห็นจุดเข้าและจุดออกภายนอกเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่กระแสไฟมักทำลายอวัยวะและกล้ามเนื้อภายในอย่างรุนแรง รวมถึงอาจส่งผลต่อระบบการเต้นของหัวใจ ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีทุกกรณี
3. ข้อควรระวัง สิ่งที่ไม่ควรทำ และสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ด่วน
ความเข้าใจผิดและสิ่งที่ไม่ควรทาลงบนแผล
ยาสีฟัน น้ำปลา นมสด น้ำมันมะพร้าว หรือว่านหางจระเข้สดที่ไม่ได้ผ่านการสกัดอย่างสะอาด เป็นสิ่งที่ห้ามนำมาทาบนแผลไฟไหม้สดๆ เด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยลดความร้อนแล้ว ยังปิดกั้นการระบายความร้อน และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้แผลติดเชื้อลุกลามได้ง่ายขึ้น
- ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งคบแผล: ความเย็นจัดทำให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดไม่ไปเลี้ยงบริเวณบาดแผล และทำให้เนื้อเยื่อตายลึกกว่าเดิม
- ห้ามเจาะหรือเจาะถุงน้ำพองเอง: ผิวหนังของถุงน้ำพองทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคธรรมชาติ หากเจาะถุงน้ำด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ปราศจากเชื้อ จะทำให้แผลเปิดและติดเชื้อได้ง่าย หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่มากจนตึงแน่น ควรให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นผู้ทำหัตถการอย่างปลอดเชื้อ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
หากพบปัจจัยหรืออาการเหล่านี้ ขอแนะนำให้พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง:
- บาดแผลเกิดขึ้นบริเวณสำคัญ เช่น ใบหน้า อวัยวะเพศ มือ เท้า ข้อต่อต่างๆ หรือรอบลำตัว
- แผลมีความลึกระดับที่ 2 ขึ้นไป และมีขนาดกว้างกว่า 1 ฝ่ามือของผู้ป่วย (หรือมากกว่า 10% TBSA ในเด็ก และ 15% TBSA ในผู้ใหญ่)
- บาดแผลระดับที่ 3 ทุกขนาด
- อุบัติเหตุเกิดกับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
- มีสัญญาณของการสูดดมควันไฟหรือความร้อน เช่น ขนจมูกไหม้ มีเขม่าในปากหรือเสมหะ เสียงแหบ หรือหายใจลำบาก
- พบสัญญาณการติดเชื้อในระยะต่อมา เช่น แผลมีกลิ่นเหม็น มีหนอง บวมแดงลุกลามกว้างขึ้น หรือผู้ป่วยมีไข้ขึ้นสูง
อุบัติเหตุจากความร้อนเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้เสมอ การปฐมพยาบาลด้วยการล้างน้ำสะอาดอย่างทันท่วงที ไม่ทาสารแปลกปลอมลงบนแผล และสังเกตสัญญาณความรุนแรงได้อย่างแม่นยำ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผิวหนังฟื้นตัวกลับมาสมบูรณ์และปลอดภัยที่สุด