ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความเข้าใจเชิงลึกเมื่อลูกรักกลายเป็นเด็กเกเรที่โรงเรียน

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและพัฒนาการเด็ก ปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่มักมีความกังวลและตกใจมากที่สุดประการหนึ่งคือ การได้รับรายงานจากคุณครูที่โรงเรียนว่าลูกรักของคุณกลายเป็นเด็กที่ชอบแกล้ง ผลัก ทุบตี หรือรังแกเพื่อนร่วมชั้น ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นมักเป็นความปฏิเสธ ความตกใจ ความละอายใจ หรือแม้แต่ความโกรธที่พุ่งเข้าใส่ตัวเด็กโดยทันที อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการ พฤติกรรมการรังแกหรือที่เรียกว่าพฤติกรรมการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในเด็ก ไม่ได้เกิดขึ้นจากความชั่วร้ายในตัวเด็กโดยกำเนิด แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญยิ่งจากระบบประสาท อารมณ์ และสภาพแวดล้อมที่เด็กกำลังเผชิญหน้าอยู่และไม่รู้วิธีจัดการในแบบที่เหมาะสม

พฤติกรรมการรังแกในวัยเด็กและวัยรุ่นไม่ได้หมายถึงแค่การใช้กำลังทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกลั่นแกล้งทางวาจา การใช้อำนาจกดขี่ การกีดกันทางสังคม และการคุกคามทางไซเบอร์ในเด็กโต การที่เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมาเป็นผู้กระทำความรุนแรง (Bully) สะท้อนให้เห็นว่าระบบการควบคุมอารมณ์และทักษะการแก้ปัญหาของเด็กกำลังเผชิญกับความบกพร่องชั่วคราวหรือเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลแก้ไขจากผู้ปกครองและแพทย์อย่างถูกวิธีทันท่วงทีก่อนที่พฤติกรรมเหล่านี้จะฝังรากลึกกลายเป็นบุคลิกภาพถาวรในอนาคต

สาเหตุและกลไกทางจิตวิทยาและระบบประสาทที่ทำให้เด็กกลายเป็นผู้กระทำ

การวิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรมการรังแกในเด็กต้องมองผ่านมุมมองสหวิชาชีพ ทั้งด้านจิตวิทยาพัฒนาการ ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก โดยกลไกหลักที่พบได้บ่อยในทางการแพทย์ประกอบด้วย

  • ความบกพร่องในการควบคุมแรงกระตุ้น (Impulse Control Disorder) และสมาธิสั้น (ADHD): เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นหรือมีความสามารถในการยับยั้งชั่งใจต่ำ มักจะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ใช้กำลังก่อนคิด เมื่อเกิดความขัดแย้งกับเพื่อนจึงมักเลือกการทำร้ายร่างกายหรือการแกล้งเพื่อความสะใจชั่วคราวโดยไม่ทันประเมินผลกระทบระยะยาว
  • ความเครียด วิตกกังวล และการขาดทักษะการจัดการอารมณ์ (Emotional Dysregulation): เด็กบางคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง มีความวิตกกังวลภายในใจ แต่ไม่รู้วิธีระบายออกในเชิงสร้างสรรค์ พฤติกรรมการไปแกล้งคนอื่นจึงกลายเป็นกลไกการป้องกันตัวทางจิตวิทยา (Defense Mechanism) เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีอำนาจและลดความรู้สึกตึงเครียดภายในจิตใจ
  • ประสบการณ์การถูกกระทำความรุนแรงในอดีต (Victim-to-Bully Cycle): หลักฐานทางการแพทย์พบว่าเด็กหลายคนที่กล S เป็นผู้รังแกเพื่อน แท้จริงแล้วเคยเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านจากคนในครอบครัว พี่น้อง หรือจากเพื่อนที่โรงเรียน เด็กเรียนรู้ว่าผู้ที่มีอำนาจคือผู้ชนะ จึงเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวมาใช้กับคนที่อ่อนแอกว่า
  • การแสวงหาการยอมรับและการขาดความภาคภูมิใจในตนเอง (Low Self-Esteem): เด็กที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีตัวตน เรียนไม่เก่ง หรือไม่โดดเด่นในด้านอื่นๆ มักจะหันมาใช้วิธีสร้างอิทธิพลทางลบ เช่น การข่มขู่หรือแกล้งคนอื่น เพื่อให้เพื่อนๆ หวาดกลัวและยอมรับตนเองในฐานะผู้มีอำนาจ
  • สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู (Environmental Factors): การเติบโตในครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา การใช้วาจารุนแรง หรือการปล่อยปละละเลย (Neglect) ทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมก้าวร้าวว่าเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ในสังคม

สัญญาณเตือนและอาการร่วมที่ต้องสังเกตอย่างละเอียด

นอกเหนือจากรายงานจากทางโรงเรียนแล้ว แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้สังเกตพฤติกรรมของลูกอย่างใกล้ชิดเพื่อค้นหาอาการร่วมอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติทางพฤติกรรมและอารมณ์ ซึ่งประกอบด้วย

  • ความหงุดหงิดง่ายและฉุนเฉียว (Irritability and Anger Outbursts): เด็กมักจะโกรธง่ายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ ขว้างปาสิ่งของ หรือทำลายข้าวของเมื่อมีความคับข้องใจ
  • การขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Lack of Empathy): เมื่อทำร้ายเพื่อน เด็กจะไม่แสดงความรู้สึกผิด ไม่ขอโทษจากใจจริง หรืออาจหัวempatheticหัวเราะเยาะเมื่อเห็นผู้อื่นเจ็บปวด
  • ปัญหาการนอนหลับและการรับประทานอาหาร: อาจมีความเครียดสะสมจนแสดงออกเป็นอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือปวดท้องปวดหัวเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุทางกาย
  • พฤติกรรมท้าทายอำนาจผู้ปกครองและครู (Oppositional Behavior): ไม่เชื่อฟังคำสั่ง ฝ่าฝืนกฎระเบียบอย่างตั้งใจ และมักโต้เถียงด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้วิธีการลงโทษด้วยความรุนแรงทางร่างกายหรือการใช้วาจาด่าทอรุนแรงกับเด็กที่ชอบแกล้งเพื่อนเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวจะยิ่งเป็นการตอกย้ำวงจรความรุนแรง ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่ามีสิทธิ์ทำร้ายผู้อ่าย และจะยิ่งทำให้พฤติกรรมการรังแกรุนแรงมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องพาเด็กพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็กทันที

พฤติกรรมการแกล้งเพื่อนบางกรณีอาจไม่ใช่แค่พฤติกรรมตามวัยทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะความผิดปกทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางทันที หากพบบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย

  • พฤติกรรมการทำร้ายร่างกายผู้อื่นมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นใช้อาวุธหรือทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส
  • มีการทำร้ายสัตว์ ทุบตีสัตว์ หรือมีพฤติกรรมทำลายทรัพย์สินส่วนรวมอย่างจงใจโดยไม่รู้สึกรู้สา
  • เด็กโกหกคำโตอย่างเป็นนิสัย ขโมยของ หรือมีพฤติกรรมลักขโมยร่วมด้วย
  • มีภาวะพฤติกรรมเกเรต่อต้านสังคมอย่างรุนแรง (Conduct Disorder) ซึ่งแสดงออกก่อนอายุสิบแปดปี
  • มีความคิดหรือคำพูดเกี่ยวกับการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นอย่างชัดเจน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการประเมินพฤติกรรม

เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แพทย์จะมีกระบวนการประเมินอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด (Comprehensive Clinical History): แพทย์จะพูดคุยกับทั้งผู้ปกครองและเด็ก เพื่อทำความเข้าใจถึงรูปแบบพฤติกรรม ระยะเวลาที่เกิดขึ้น สถานการณ์กระตุ้น รวมถึงบรรยากาศภายในครอบครัวและโรงเรียน
  • การใช้แบบประเมินมาตรฐานทางการแพทย์ (Standardized Behavioral Questionnaires): เช่น แบบประเมินพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครองและคุณครู (Child Behavior Checklist - CBCL) เพื่อวัดระดับความรุนแรงของปัญหาความประพฤติและอารมณ์
  • การตรวจร่างกายและระบบประสาทเบื้องต้น (Physical and Neurological Examination): เพื่อคัดกรองโรคทางกายที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรม เช่น ความผิดทางการได้ยิน การมองเห็น หรือความผิดปกติทางระบบประสาท
  • การประเมินความผิดปรกติร่วม (Comorbidity Screening): ตรวจคัดกรองภาวะสมาธิสั้น (ADHD) ภาวะออทิสติกสเปกตรัมระดับสูง (High-functioning Autism) หรือความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities) ที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมก้าวร้าว

วิธีรักษาและการปรับพฤติกรรมที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การแก้ไขพฤติกรรมรังแกผู้อื่นในเด็กต้องอาศัยแนวทางแบบองค์รวม (Multidisciplinary Approach) ที่ร่วมมือกันระหว่างแพทย์ ผู้ปกครอง และสถานศึกษา โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้

  • การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT): จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะช่วยเด็กในการปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด สอนวิธีควบคุมอารมณ์เมื่อเผชิญกับความโกรธ และฝึกทักษะการแก้ปัญหาโดยปราศจากการใช้ความรุนแรง
  • การฝึกทักษะทางสังคม (Social Skills Training): ฝึกให้เด็กเรียนรู้วิธีการสื่อสารกับเพื่อน การเข้าสังคมอย่างเหมาะสม การแบ่งปัน และการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
  • การทำพ่อแม่ศึกษาและปรับพฤติกรรมในครอบครัว (Parent Management Training): แพทย์จะให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการใช้เทคนิคการเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) การตั้งกฎกติกาที่ชัดเจนในบ้าน และการลงโทษด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น การงดสิทธิประโยชน์ (Time-out หรือ Response Cost) แทนการใช้ความรุนแรง
  • การรักษาด้วยยาในกรณีที่มีโรคทางจิตเวชร่วมด้วย: หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น หรือมีความวิตกกังวลรุนแรงร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกับการบำบัดทางจิตวิทยาเพื่อช่วยควบคุมสารสื่อประสาทและลดความหุนหันพลันแล่น
คำแนะนำจากคุณหมอ: เมื่อทราบว่าลูกไปแกล้งเพื่อน สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือตั้งสติ หายใจเข้าลึกๆ และแยกแยะระหว่างตัวตนของลูกกับพฤติกรรมของลูก บอกให้ลูกรู้ว่าเรารักเขาเสมอ แต่เราไม่ยอมรับพฤติกรรมการทำร้ายผู้อื่นเด็ดขาด การพูดคุยด้วยความเข้าใจแต่หนักแน่นในกฎระเบียบจะช่วยให้เด็กเปิดใจและยอมรับความช่วยเหลือจากคุณหมอและผู้ปกครองได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กกลับมามีพฤติกรรมรังแกผู้อื่นซ้ำ รวมถึงการสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดีในระยะยาว สามารถทำได้ผ่านแนวทางปฏิบัติเหล่านี้

  • สร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและการสื่อสารเปิดใจในบ้าน: ให้เด็กกล้าที่จะเล่าความรู้สึกด้านลบ ความคับข้องใจ หรือความเครียดให้ฟังโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดุด่า
  • เป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการความขัดแย้ง: แสดงให้เด็กเห็นว่าผู้ใหญ่แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการพูดคุยด้วยเหตุผลและการประนีประนอม ไม่ใช่การใช้อารมณ์หรือกำลัง
  • ส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสรรค์และการออกกำลังกาย: การให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานอย่างเหมาะสม เช่น กีฬา ดนตรี หรือศิลปะ จะช่วยระบายความเครียดและพลังงานส่วนเกินได้อย่างปลอดภัย
  • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางโรงเรียน: สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคุณครูประจำชั้นและนักจิตวิทยาโรงเรียน เพื่อติดตามพฤติกรรมของเด็กอย่างต่อเนื่องและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะลุกลาม

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ผู้ดูแลในการรับมือเด็กชอบแกล้งคนอื่น

  • ตั้งสติและรับฟังข้อมูลจากทางโรงเรียนอย่างเป็นกลางโดยใช้อารมณ์ให้น้อยที่สุด
  • พูดคุยกับลูกด้วยความสงบเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม
  • แสดงท่าทีที่ชัดเจนและหนักแน่นว่าพฤติกรรมการทำร้ายหรือกลั่นแกล้งผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและยอมรับไม่ได้
  • งดเว้นการใช้ความรุนแรงหรือการใช้วาจาด่าทอลงโทษเด็กอย่างเด็ดขาด
  • พาเด็กไปพบกุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมหรือจิตแพทย์เด็ก เพื่อรับการประเมินและบำบัดรักษาอย่างถูกวิธี
  • ร่วมมือกับโรงเรียนในการติดตามและปรับพฤติกรรมของเด็กอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down