ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งข้างเดียวผิดปกติไหม: ทำความเข้าใจภาวะขาโก่งในเด็ก

การสังเกตพัฒนาการของลูกน้อยเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของพ่อแม่ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างกระดูกและขาของเด็กในวัยหัดเดิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มักสร้างความกังวลใจไม่น้อยเมื่อพบว่าลูกเดินขาโก่ง คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจกุมารแพทย์คือ ลูกขาโก่งข้างเดียวผิดปกติไหม และภาวะนี้แตกต่างจากขาโก่งตามธรรมชาติอย่างไร ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน orthopedics ขออธิบายให้เข้าใจอย่างละเอียดว่า ขาโก่งในเด็กเล็กช่วงวัยทารกจนถึงอายุประมาณสองขวบครึ่งอาจเป็นเรื่องปกติทางสรีร (Physiologic Genu Varum) เนื่องจากท่าทางของทารกในครรภ์มารดา แต่หากพบว่าลูกขาโก่งเพียงข้างเดียว หรือมีอาการโก่งมากผิดปกติและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุเกินสองขวบ นี่คือสัญญาณเตือนสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะอาจเป็นโรคบลานท์ (Blount's Disease) ซึ่งเป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกหน้าแข้งส่วนต้นที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องโดยแพทย์เฉพาะทาง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคบลานท์ (Blount's Disease)

โรคบลานท์ (Blount's Disease) หรือภาวะกระดูกหน้าแข้งโก่งงอผิดปกติ เกิดจากความผิดปกติของการเจริญเติบโตที่บริเวณแผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate หรือ Physis) ของกระดูก tibia หรือกระดูกหน้าแข้งด้านใน บริเวณใกล้หัวเข่า โดยแรงกดทับที่กระทำต่อกระดูกส่วนนี้มีมากเกินไป ส่งผลให้เซลล์กระดูกบริเวณด้านในหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราวหรือถาวร ในขณะที่กระดูกด้านนอกยังคงโตต่อไปตามปกติ ทำให้เกิดความโค้งงอที่ชัดเจน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้ ได้แก่ ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งเพิ่มแรงกดทับลงบนข้อเข่าอย่างมหาศาล การเริ่มเดินเร็วเกินไปในขณะที่กระดูกและกล้ามเนื้อยังไม่พร้อม ปัจจัยทางพันธุกรรม และประวัติคนในครอบครัวที่มีภาวะขาโก่งผิดปกติ โรคนี้มักแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักตามอายุที่เริ่มแสดงอาการ คือ กลุ่มเด็กเล็ก (Infantile Blount's Disease) ซึ่งมักพบในเด็กอายุระหว่างหนึ่งถึงสามปี และกลุ่มวัยรุ่น (Adolescent Blount's Disease) ซึ่งมักพบในเด็กโตหรือวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวมาก

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินโรคของโรคบลานท์

การสังเกตอาการระยะเริ่มแรกของโรคบลานท์อาจทำได้ยาก เนื่องจากในระยะแรกเด็กอาจจะยังไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ นอกจากการสังเกตเห็นลักษณะขาที่โก่งออกด้านนอกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน อาการสำคัญที่พบได้มีลำดับการดำเนินโรคดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (Early Stage): สังเกตเห็นข้อเข่าโก่งออกด้านนอกจากปกติ โดยมักเป็นข้างใดข้างหนึ่งเด่นชัด หรือเป็นสองข้างที่ไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด เด็กอาจเดินลักษณะปลายเท้าบิดเข้าด้านใน (In-toeing) และอาจมีอาการเดินขากะเพเล็กน้อย
  • ระยะลุกลาม (Progressive Stage): ความโค้งงอของขามีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กระดูกหน้าแข้งเริ่มมีการบิดหมุน (Torsion) ร่วมด้วย ทำให้แนวการเดินเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เด็กจะเริ่มบ่นว่าปวดบริเวณหัวเข่าหรือหน้าแข้งหลังจากทำกิจกรรมหรือเดินเป็นเวลานาน
  • ระยะเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อน (Advanced Stage): หากไม่ได้รับการรักษา ความผิดปกติจะทำให้เกิดการสึกหรอของข้อเข่าก่อนวัยอันควร เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมข้างเดียว แนวขาผิดรูปถาวร ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความสูงของเด็กเมื่อโตขึ้น
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพ่อแม่พบว่าลูกขาโก่งข้างเดียว หรือลักษณะขาโก่งไม่ลดลงหลังอายุสองขวบครึ่ง แต่กลับมีแนวโน้มโค้งงอมากขึ้นเรื่อยๆ ห้ามรอให้หายไปเองตามธรรมชาติเด็ดขาด ควรพามาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อในเด็กทันที เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่แผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกจะปิดตัวลง ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้นอย่างมาก

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ในกรณีที่เด็กมีอาการขาโก่งร่วมกับสัญญาณอันตรายอื่นๆ พ่อแม่ควรรีบพาบุตรหลานมาพบแพทย์โดยด่วนเพื่อประเมินภาวะความผิดปกติที่รุนแรง อาการเตือนที่สำคัญประกอบด้วย

  • ลักษณะขาโก่งชัดเจนเพียงข้างเดียว (Unilateral Bowing) ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดของโรคบลานท์หรือความผิดปกติอื่น เช่น ภาวะกระดูกอักเสบ
  • เด็กมีอาการปวดบริเวณข้อเข่า หน้าแข้ง หรือสะโพกอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลต่อการวิ่งเล่นหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • อาการเดินขากะเพ หรือเดินผิดปกติอย่างเห็นได้ชัดเจน
  • ความสูงเพิ่มขึ้นช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือสัดส่วนร่างกายผิดปกติ
  • มีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานมากร่วมด้วย ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด

การวินิจฉัยโรคบลานท์และการแยกแยะออกจากภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยประกอบด้วย

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามอายุที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการเดิน ประวัติโรคประจำตัว และประวัติสุขภาพในครอบครัว
  • การตรวจร่างกายโดยละเอียด (Physical Examination): แพทย์จะทำการตรวจวัดแนวของกระดูกขา การเคลื่อนไหวของข้อเข่าและข้อสะโพก การประเมินลักษณะการเดิน (Gait Analysis) และการวัดองศาการบิดหมุนของกระดูกหน้าแข้ง
  • การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-ray): เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการวินิจฉัย โดยแพทย์จะทำการเอกซเรย์กระดูกขาทั้งสองข้างในท่ายืนรับน้ำหนัก เพื่อวัดมุมความโค้งงอของกระดูก (Metaphyseal-Diaphyseal Angle) และประเมินสภาพของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูกว่ามีความเสียหายหรือไม่

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาโรคบลานท์ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก ความรุนแรงของความโค้งงอ และระยะของโรค แพทย์จะเป็นผู้ประเมินแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กแต่ละราย

  • การรักษาโดยไม่ผ่าตัด (Non-Surgical Treatment): ในเด็กเล็กที่อายุยังน้อยและมีความผิดปรกติไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์พยุงขา (Bracing) เพื่อช่วยลดแรงกดทับบริเวณด้านในของข้อเข่า และช่วยปรับแนวของกระดูกให้เจริญเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง ร่วมกับการควบคุมน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment): หากเด็กมีอาการรุนแรง อายุเกินสามปี หรือการใช้อุปกรณ์พยุงไม่ได้ผล แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัด ซึ่งมีตั้งแต่การผ่าตัดเล็กเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของกระดูกด้านนอกชั่วคราวเพื่อให้กระดูกด้านในตามทัน (Guided Growth) ไปจนถึงการผ่าตัดตัดแต่งกระดูก (Osteotomy) เพื่อจัดแนวขาให้กลับมาตรงและกระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล
คำแนะนำจากคุณหมอ: การควบคุมโภชนาการและการจัดการน้ำหนักตัวในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาโรคบลานท์ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่ลดลงจะช่วยลดภาระและแรงกดทับอันมหาศาลที่กระทำต่อกระดูกขา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันไม่ให้โรคมีความรุนแรงมากขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กขาโก่ง

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก พ่อแม่และผู้ดูแลควรทราบถึงข้อควรระวังและสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด ดังนี้

  • ห้ามซื้ออุปกรณ์พยุงขาหรือรองดัดแผ่นรองรองเท้าสั่งทำพิเศษตามอินเทอร์เน็ตมาให้เด็กใส่เองโดยไม่ผ่านการวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์กระดูกและข้อ เพราะอาจทำให้กระดูกผิดรูปมากขึ้นกว่าเดิม
  • ห้ามบังคับให้เด็กทำกายภาพบำบัดด้วยท่าทางที่รุนแรงหรือดัดขาเด็กด้วยตนเองที่บ้าน เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายต่อกระดูกและข้อต่อของเด็กได้
  • ห้ามละเลยอาการปวดขาของเด็กโดยคิดว่าเป็นเพียงอาการเติบโตตามวัย (Growing Pains) โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดข้างเดียวร่วมกับขาโก่ง
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง ไขมันสูง หรือน้ำตาลสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วนในเด็กและส่งผลโดยตรงต่อความรุนแรงของโรคกระดูก

วิธีป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพกระดูกในระยะยาว

การดูแลสุขภาพโดยรวมและการส่งเสริมพัฒนาการของกระดูกตั้งแต่ปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย

  • การส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสม: ให้เด็กรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนห้าหมู่ เน้นอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามินดี เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
  • การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: ส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมในแต่ละวัน ลดพฤติกรรมนั่งหน้าจอ เพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นหลักของโรคบลานท์
  • การสนับสนุนพัฒนาการตามวัย: ปปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการบังคับให้เด็กยืนหรือเดินก่อนวัยอันควร
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล:
1. สังเกตลักษณะขาของลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวัยหัดเดิน หากพบว่าขาโก่งข้างเดียวหรือโก่งไม่เท่ากัน ควรรีบสังเกตอาการร่วม
2. ประเมินสัญญาณเตือนอันตราย เช่น มีอาการปวดขา เดินขากะเพ หรือน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
3. พาบุตรหลานไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อเพื่อรับการวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์อย่างแม่นยำ
4. ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ซื้ออุปกรณ์พยุงมาใช้เอง และดูแลควบคุมน้ำหนักของเด็กให้เหมาะสมเพื่อสุขภาพกระดูกที่ดีในระยะยาว
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down