หลายครั้งที่ผู้หญิงมักละเลยความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องระบบสืบพันธุ์ที่บางคนอาจรู้สึกเขินอายที่จะปรึกษาแพทย์ ทว่าอาการอย่างการพบรอยคราบสีน้ำตาลติดกางเกงชั้นใน หรือภาวะ ตกขาวปนเลือด ที่เกิดขึ้นนอกรอบประจำเดือน ไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอาการเหล่านี้เริ่มมีไข้ต่ำๆ และอาการปวดหน่วงท้องน้อยร่วมด้วย เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายถึงภาวะอักเสบติดเชื้อรุนแรง หรือแม้กระทั่งรอยโรคก่อนมะเร็งที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
กลไกการเกิดตกขาวสีน้ำตาลและภาวะเลือดออกผิดปกติ
ในสภาวะปกติ ตกขาวจะมีลักษณะใสหรือสีขาวขุ่น ไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่มีอาการคันร่วมด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่มีเลือดออกปริมาณเล็กน้อยในช่องคลอด เลือดนั้นจะค้างอยู่ในช่องทางคลอดระยะหนึ่งก่อนจะถูกขับออกมาภายนอก ในระหว่างที่ตกค้างอยู่ ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและสภาวะความเป็นกรดในช่องคลอด (Oxidization) ส่งผลให้เลือดเปลี่ยนจากสีแดงสดกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีช็อกโกแลต สะท้อนถึงการมีเลือดออกปริมาณน้อยที่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง
พยาธิสภาพของการเกิดตกขาวสีน้ำตาลหรือภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความแปรปรวนของฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ควบคุมการหนาตัวและการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก ไปจนถึงการเกิดพยาธิสภาพในมดลูกโดยตรง เช่น ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial Polyp) เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) หรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ การทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของประจำเดือนมาไม่ปกติ แต่เป็นสัญญาณของความเสียหายระดับเนื้อเยื่อจึงเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ความเชื่อมโยงระหว่างตกขาวปนเลือดเรื้อรังกับรอยโรคมะเร็งปากมดลูก
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการ ตกขาวปนเลือด เรื้อรัง โดยเฉพาะการมีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ (Postcoital Bleeding) คือความผิดปกติบริเวณปากมดลูก เมื่อเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกเกิดการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไวรัสจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมของเซลล์ปากมดลูก ทำให้เซลล์มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง (Pre-cancerous lesions) และพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกในที่สุด
ในระยะเริ่มต้นของมะเร็งปากมดลูก รอยโรคอาจไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย แต่เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น เซลล์มะเร็งจะไปกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่เปราะบางและแตกง่าย (Neovascularization) เพื่อมาเลี้ยงก้อนเนื้อ เมื่อมีการเสียดสีจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งการตรวจภายใน หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย ส่งผลให้มีเลือดซึมออกมาปนกับตกขาวกลายเป็นลักษณะ ตกขาวปนเลือด หรือตกขาวมีกลิ่นคาวรุนแรงคล้ายน้ำคาวปลา ซึ่งการละเลยอาการเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
เมื่อการติดเชื้อลุกลาม: ความรุนแรงของโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ
หากอาการ ตกขาวปนเลือด หรือตกขาวสีน้ำตาลนั้นเกิดขึ้นร่วมกับอาการปวดท้องน้อยและมีไข้ แพทย์มักจะพุ่งเป้าไปที่การวินิจฉัย โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID) ซึ่งเป็นภาวะติดเชื้อเฉียบพลันของระบบสืบพันธุ์ส่วนบนของผู้หญิง อันประกอบด้วย มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่
โดยปกติแล้ว บริเวณปากมดลูกจะมีมูกหนาคอยทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียจากช่องคลอดผ่านเข้าไปสู่โพรงมดลูกได้ ทว่าเมื่อมีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้อหนองในแท้ (Gonorrhea) หรือเชื้อหนองในเทียม (Chlamydia) ปราการนี้จะถูกทำลายลง เชื้อแบคทีเรียจะสามารถเคลื่อนตัวย้อนทางขึ้นไป (Ascending Infection) ก่อความเสียหายต่อเนื้อเยื่อภายในอย่างรุนแรง:
- เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ (Endometritis): ทำให้เกิดการลอกตัวของเยื่อบุโพรงมดลูกก่อนกำหนด ส่งผลให้เกิดอาการ ตกขาวปนเลือด และปวดบีบหน่วงบริเวณท้องน้อย
- ท่อนำไข่อักเสบ (Salpingitis): การติดเชื้อจะทำให้ท่อนำไข่บวมแดง มีหนองขังอยู่ภายใน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที หนองนี้อาจรั่วไหลเข้าไปในช่องท้อง ก่อให้เกิดถุงหนองที่รังไข่และท่อนำไข่ (Tubo-ovarian Abscess) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่อาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด
- การเกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน: กระบวนการอักเสบเรื้อรังจะทิ้งรอยแผลเป็นและพังผืดไว้ในอุ้งเชิงกราน ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก และเป็นสาเหตุสำคัญของการมีบุตรยากในอนาคต
แนวทางข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ต้องเข้ารับการตรวจภายในโดยทันที
เพื่อความปลอดภัยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แพทย์ขอแนะนำให้สังเกตสัญญาณเตือนสำคัญ ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ร่วมด้วย จำเป็นต้องเข้าพบสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจภายในและประเมินอาการทางนรีเวชโดยทันที:
มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงเฉียบพลัน หรือปวดหน่วงตื้อๆ ตลอดเวลาไม่ทุเลาลง
มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับมีตกขาวผิดปกติที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง
พบภาวะ ตกขาวปนเลือด ติดต่อกันเกิน 3 วัน หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยบ่อยครั้งนอกรอบประจำเดือน
มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ แม้จะเป็นเพียงปริมาณเล็กน้อยและไม่มีอาการปวดก็ตาม
การตรวจภายใน (Pelvic Examination) ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่หลายคนกังวล แพทย์จะทำการประเมินรอยโรคบริเวณปากมดลูก ตรวจเช็กขนาดและตำแหน่งของมดลูกและรังไข่ รวมถึงการเก็บตัวอย่างตกขาวเพื่อส่งตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ และอาจพิจารณาทำอัลตราซาวด์อุ้งเชิงกรานร่วมด้วยเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ การตรวจพบและได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ตรงจุดตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จะช่วยรักษาโครงสร้างและหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ให้กลับมาสมบูรณ์ และป้องกันอันตรายจากโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด