ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คนไข้หลายรายมักมาพบแพทย์ด้วยอาการจุกเสียด แน่นท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อเรื้อรังหลังรับประทานอาหารประเภทไขมัน โดยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการกรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะอาหารธรรมดา แต่เมื่อได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยการอัลตราซาวนด์หรือการตรวจอุจจาระ กลับพบความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า อาการเหล่านั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากความเสียหายภายในระบบท่อน้ำดี ซึ่งมีสาเหตุสำคัญจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ

ความจริงที่น่ากังวลคือ ตัวพยาธิไม่ได้เพียงแค่แย่งสารอาหารในร่างกายเท่านั้น แต่การคงอยู่ของพวกมันส่งผลให้เกิด การระคายเคืองท่อน้ำดีจากพยาธิ อย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี จนกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด

ความเสียหายทางกายภาพจากการเสียดสีและเกาะยึดของอวัยวะดูดของพยาธิ

เมื่อพยาธิใบไม้ตับเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทานปลาน้ำจืดเกล็ดขาวที่ปรุงไม่สุก ตัวอ่อนของพยาธิจะเดินทางเข้าสู่ระบบท่อน้ำดีภายในตับเพื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย พยาธิเหล่านี้มีอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า ปุ่มดูด (Suckers) ทั้งบริเวณส่วนหัว (Oral sucker) และส่วนท้อง (Ventral sucker) ซึ่งใช้ในการเกาะเกี่ยว ยึดเกาะ และเคลื่อนที่ไปตามผนังท่อน้ำดี

การเกาะยึดและเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องของตัวพยาธิเปรียบเสมือนการนำสิ่งแปลกปลอมที่มีผิวหยาบไปครูดและเสียดสีกับผนังบุท่อน้ำดีที่มีความอ่อนโยนตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดแผลถลอกขนาดเล็ก (Micro-abrasion) และการลอกหลุดของเซลล์เยื่อบุผิวท่อน้ำดี (Epithelial desquamation) นอกจากนี้ พยาธิยังปล่อยสารคัดหลั่งที่มีฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ ออกมาซ้ำเติม ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบในระดับเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง

การตอบสนองของเนื้อเยื่อข้างเคียงโดยการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนอย่างผิดปกติ

เมื่อผนังท่อน้ำดีเกิดบาดแผลและถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะมีกลไกตามธรรมชาติในการซ่อมแซมตัวเอง โดยส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุผิวท่อน้ำดีที่อยู่ข้างเคียงเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหายไป

อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่เกิด การระคายเคืองท่อน้ำดีจากพยาธิ อย่างเรื้อรังและไม่ได้รับการรักษา กระบวนการซ่อมแซมนี้จะดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุดและสูญเสียการควบคุม นำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า การเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างผิดปกติ (Hyperplasia) และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเซลล์ (Metaplasia) เซลล์ที่เกิดใหม่เหล่านี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและมีความไม่เสถียรทางพันธุกรรมสูง ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นที่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็ง (Pre-cancerous lesion) หากได้รับสารอนุมูลอิสระหรือสารก่อมะเร็งประเภทไนโตรซามีนจากอาหารร่วมด้วย

การสะสมของแผลเป็นและพังผืดรอบท่อน้ำดีภายในตับ

ผลกระทบที่ตามมาจากการอักเสบเรื้อรังที่ยาวนานคือ กระบวนการสะสมพังผืด (Fibrogenesis) เพื่อตอบสนองต่อการบาดเจ็บซ้ำๆ ร่างกายจะกระตุ้นเซลล์รูปดาวในตับ (Hepatic stellate cells) ให้เปลี่ยนหน้าที่มาสร้างสารคอลลาเจนและโปรตีนนอกเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นขึ้นมาโอบล้อมบริเวณที่อักเสบ

การสะสมของแผลเป็นและพังผืดรอบท่อน้ำดีภายในตับ (Periductal fibrosis) นี้ ส่งผลเสียร้ายแรงหลายประการ ดังนี้:

  • ผนังท่อน้ำดีหนาตัวและตีบแคบ: ทำให้การไหลเวียนของน้ำดีติดขัด เกิดสภาวะน้ำดีคั่ง (Cholestasis) ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และตับอักเสบตามมา
  • ความยืดหยุ่นของท่อน้ำดีสูญเสียไป: ท่อน้ำดีที่ถูกโอบล้อมด้วยพังผืดจะแข็งตัว ไม่สามารถหดหรือขยายตัวได้ตามธรรมชาติ เพิ่มความดันภายในระบบท่อน้ำดี
  • การทำลายเนื้อเยื่อตับข้างเคียง: พังผืดที่ขยายตัวอาจลุกลามเข้าไปทำลายเซลล์ตับโดยรอบ นำไปสู่ภาวะตับแข็งในระยะยาว แม้ว่าจะกำจัดตัวพยาธิออกไปแล้วก็ตาม

การทำความเข้าใจถึงกลไกการทำลายล้างอย่างเงียบเชียบนี้ ช่วยให้เราตระหนักได้ว่า อาการท้องอืดหรือแน่นท้องเพียงเล็กน้อย อาจเป็นสัญญาณเตือนของกระบวนการอักเสบที่กำลังกัดกินท่อน้ำดีอยู่ภายใน การตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ตับและการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จึงไม่ใช่เพียงแค่การกำจัดพยาธิ แต่คือการตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ