ท่อน้ำดีหนาตัวและตีบแคบจากพังผืด: ผลลัพธ์จากการปล่อยให้พยาธิอาศัยอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน
คนไข้หลายรายมักเดินเข้ามาในห้องตรวจพร้อมกับความเข้าใจผิดว่า การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเป็นเรื่องไกลตัว หรือคิดว่าเมื่อได้รับเชื้อแล้วแค่รับประทานยาถ่ายพยาธิเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าสิ้นสุดการรักษา แต่ในความเป็นจริง ภัยเงียบที่แฝงตัวอยู่หลังจากการติดเชื้อเรื้อรังยาวนานหลายปีมักแสดงออกในรูปแบบของโรคตับและท่อน้ำดีที่รุนแรง ซึ่งหนึ่งในกลไกทางพยาธิสภาพที่น่ากังวลที่สุดคือการเกิด พังผืดในท่อน้ำดีจากการติดเชื้อพยาธิ ซึ่งส่งผลให้ท่อน้ำดีหนาตัวและตีบแคบลงจนสูญเสียหน้าที่ในการทำงานไปอย่างถาวร
กระบวนการสะสมคอลลาเจนและพังผืดรอบท่อน้ำดีที่ติดเชื้อเรื้อรัง
เมื่อพยาธิใบไม้ตับเข้าไปอาศัยอยู่ในท่อน้ำดี ตัวพยาธิจะไม่เพียงแค่เกาะหรืออาศัยอยู่เฉยๆ แต่จะใช้ส่วนดูด (Sucker) ยึดเกาะกับผนังท่อน้ำดีและขยับตัวไปมาเพื่อฟักไข่และหาอาหาร การกระทำนี้ประกอบกับการหลั่งสารคัดหลั่งและของเสียจากตัวพยาธิ จะก่อให้เกิดการระคายเคืองและบาดแผลขนาดเล็กบนพื้นผิวของท่อน้ำดีอย่างต่อเนื่อง
ร่างกายมนุษย์มีกลไกตามธรรมชาติในการซ่อมแซมบาดแผล ทว่าเมื่อการบาดเจ็บนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานหลายปีโดยไม่ได้รับการรักษา กระบวนการอักเสบเรื้อรังจะกระตุ้นให้เซลล์รอบท่อน้ำดี โดยเฉพาะเซลล์ดวงดาวในตับ (Hepatic Stellate Cells) และไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) ทำงานผิดปกติ เซลล์เหล่านี้จะเริ่มสังเคราะห์และหลั่งสารในกลุ่มคอลลาเจน (Collagen) ออกมาในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น
การสะสมของคอลลาเจนที่มากเกินไปรอบท่อน้ำดี เปรียบเสมือนการเกิดแผลเป็นหนาๆ บนผิวหนัง ยิ่งอักเสบนานเท่าใด แผลเป็นหรือพังผืดนี้ก็ยิ่งหนาและแข็งตัวขึ้นเท่านั้น จนในที่สุดเนื้อเยื่อปกติที่ยืดหยุ่นได้ดีจะถูกแทนที่ด้วยพังผืดเหนียวเหนอะหนะ ส่งผลให้ผนังท่อน้ำดีหนาตัวขึ้นอย่างถาวร
ผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของระบบท่อน้ำดีในตับ
โดยปกติแล้ว ท่อน้ำดีในตับทำหน้าที่เสมือนท่อระบายน้ำที่ยืดหยุ่นและราบเรียบ เพื่อนำน้ำดีที่ผลิตจากตับไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีและส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อช่วยย่อยไขมัน แต่เมื่อเกิดการสะสมของ พังผืดในท่อน้ำดีจากการติดเชื้อพยาธิ โครงสร้างและระบบการทำงานภายในจะเกิดความเสียหายดังต่อไปนี้:
- การสูญเสียความยืดหยุ่น: ท่อน้ำดีที่เคยขยายและหดตัวได้ตามปริมาณน้ำดี จะกลายเป็นท่อที่แข็งทื่อและไม่ยืดหยุ่น
- การตีบแคบของท่อน้ำดี (Stricture): พังผืดที่หนาขึ้นเรื่อยๆ จะบีบให้ช่องทางเดินของน้ำดีแคบลงจนกลายเป็นคอคอด ทำให้น้ำดีไหลผ่านได้ยากขึ้น
- แรงดันในท่อน้ำดีสูงขึ้น: เมื่อทางออกตีบแคบ น้ำดีส่วนบนจะเริ่มท้นและคั่งค้าง ส่งผลให้แรงดันภายในระบบท่อน้ำดีสูงขึ้น จนท่อน้ำดีส่วนที่อยู่เหนือตำแหน่งตีบตันเกิดการขยายตัวผิดปกติ (Biliary Dilatated)
- เซลล์ตับถูกทำลาย: น้ำดีที่มีฤทธิ์เป็นด่างและมีเกลือน้ำดีเข้มข้น หากคั่งค้างอยู่ในตับเป็นเวลานาน จะเริ่มกัดเซาะและทำลายเซลล์ตับโดยรอบ นำไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งในที่สุด
สัญญาณเตือนทางร่างกายเมื่อท่อน้ำดีเริ่มแคบลงจนระบายน้ำดีไม่ได้
ในช่วงแรกของการเกิดพังผืด ร่างกายมักจะไม่แสดงอาการเด่นชัดใดๆ จนกระทั่งท่อน้ำดีตีบแคบลงมากกว่าร้อยละ 50-70 และเริ่มส่งผลต่อการระบายน้ำดี คนไข้จะเริ่มสังเกตเห็นสัญญาณเตือนทางร่างกายดังต่อไปนี้:
1. ภาวะดีซ่าน (Jaundice)
เมื่อน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองในน้ำดีจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้ผิวหนังและตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างเห็นได้ชัด
2. ปัสสาวะสีเข้มข้นและอุจจาระสีซีด
บิลิรูบินที่ล้นอยู่ในกระแสเลือดจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มคล้ายน้ำชาแก่ ในทางตรงกันข้าม น้ำดีที่ไม่สามารถเดินทางไปถึงลำไส้ได้ จะทำให้อุจจาระสูญเสียสีน้ำตาลตามธรรมชาติและกลายเป็นสีเทาอ่อนหรือสีดินเหนียวซีดๆ
3. อาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง (Pruritus)
เกลือน้ำดีที่คั่งค้างในร่างกายจะเข้าไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนังและกระตุ้นปลายประสาท ทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย โดยมักไม่มีผื่นแดงร่วมด้วย และการทายาแก้คันมักไม่ค่อยได้ผล
4. อาการจุกแน่นท้องและเบื่ออาหาร
คนไ้อมักรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารประเภทไขมัน เนื่องจากไม่มีน้ำดีเพียงพอในการช่วยย่อยอาหาร นอกจากนี้อาจมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังและน้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจรักษา การอุดตันที่สมบูรณ์อาจนำไปสู่ภาวะท่อน้ำดีอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หรืออาจพัฒนาไปสู่โรคมะเร็งท่อน้ำดีในท้ายที่สุด ดังนั้น การป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ และการตรวจคัดกรองอัลตราซาวนด์ตับเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยับยั้งความเสียหายนี้ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น