ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด Beta-hCG คืออะไร ทำไมแพทย์จึงแนะนำ

การตรวจการตั้งครรภ์ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงที่กำลังวางแผนจะมีบุตร หรือผู้ที่มีความสงสัยว่าตนเองอาจกำลังตั้งครรภ์ โดยทั่วไปแล้ววิธีที่เราคุ้นเคยกันดีคือการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยปัสสาวะ (Urine Pregnancy Test) ซึ่งมีความสะดวกและรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่มีความละเอียด แม่นยำ และให้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่า นั่นคือการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด Beta-hCG ซึ่งสามารถตรวจพบฮอร์โมนแห่งการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมากๆ ก่อนที่ชุดตรวจปัสสาวะจะสามารถแสดงผลบวกเสียอีก

ฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า hCG เป็นฮอร์โมนชนิดไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเซลล์ที่จะเจริญไปเป็นรก (Trophoblast cells) หลังจากที่ตัวอ่อนได้ฝังตัวลงบนผนังมดลูกแล้ว ฮอร์โมนตัวนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนย่อย คือ Alpha-hCG และ Beta-hCG โดยส่วนของ Beta-hCG (Beta-human Chorionic Gonadotropin) จะมีความจำเพาะเจาะจงสูงมากสำหรับการตั้งครรภ์ ทำให้ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เลือกใช้สารนี้เป็นตัวชี้วัดหลักในการยืนยันการตั้งครรภ์อย่างแม่นยำ

กลไกการเกิดฮอร์โมน Beta-hCG และสาเหตุที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

เมื่อกระบวนการปฏิสนธิระหว่างไข่และอสุจิเกิดขึ้นสำเร็จ ตัวอ่อนจะเดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นประมาณหกถึงสิบวันหลังจากการตกไข่และการปฏิสนธิ ทันทีที่ตัวอ่อนฝังตัวสำเร็จ เซลล์รกเริ่มผลิตฮอร์โมน Beta-hCG เข้าสู่กระแสเลือดของผู้ตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นเท่าตัว (Doubling time) ทุกๆ สี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมงในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

รูปแบบการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน Beta-hCG มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินสุขภาพของครรภ์:

  • ช่วงสัปดาห์ที่สามถึงสี่ของการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนจะเริ่มตรวจพบได้ในเลือด
  • ระดับฮอร์โมนจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และไปถึงจุดสูงสุด (Peak) ในช่วงสัปดาห์ที่แปดถึงสิบเอ็ดของการตั้งครรภ์
  • หลังจากสัปดาห์ที่สิบเอ็ดเป็นต้นไป ระดับฮอร์โมนจะค่อยๆ ลดลงและคงที่ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการตั้งครรภ์

ประเภทของการตรวจเลือด Beta-hCG และการแปลผลทางการแพทย์

การตรวจเลือดเพื่อหาฮอร์โมน Beta-hCG ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลัก ซึ่งให้ข้อมูลที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่

1. การตรวจหาฮอร์โมนแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Beta-hCG Blood Test)

เป็นการตรวจเพื่อดูว่ามีฮอร์โมน Beta-hCG อยู่ในกระแสเลือดหรือไม่ โดยจะให้ผลออกมาเป็น สองสถานะ คือ ผลบวก (Positive) หมายถึงมีการตั้งครรภ์ หรือ ผลลบ (Negative) หมายถึงไม่มีการตั้งครรภ์ การตรวจวิธีนี้มีความคล้ายคลึงกับการใช้ชุดตรวจปัสสาวะ แต่มีความไวต่อฮอร์โมนสูงกว่าเล็กน้อย

2. การตรวจหาฮอร์โมนแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Beta-hCG Blood Test หรือ Beta-hCG Titer)

เป็นการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน Beta-hCG ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอน (หน่วยเป็น mIU/mL) การตรวจวิธีนี้มีประโยชน์อย่างมากในทางการแพทย์ เพราะช่วยให้สูติแพทย์สามารถติดตามอัตราการเจริญเติบโตของครรภ์ ประเมินอายุครรภ์เบื้องต้น และวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การตรวจแบบเชิงปริมาณ (Quantitative) มีประโยชน์มากในกรณีที่ผู้ป่วยมีเลือดออกผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ หรือเคยมีประวัติการแท้งบุตรมาก่อน เพราะแพทย์สามารถเจาะเลือดตรวจซ้ำห่างกันสี่สิบแปดชั่วโมง เพื่อดูว่าระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติหรือไม่

การตรวจ Beta-hCG บอกอายุครรภ์และภาวะแท้งได้จริงหรือ

คำถามที่พบบ่อยคือ การตรวจเลือด Beta-hCG สามารถบอกอายุครรภ์และภาวะแท้งได้จริงหรือไม่ คำตอบคือ สามารถบอกแนวทางและประเมินได้ แต่ต้องอาศัยการแปลผลร่วมกับการอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound) เสมอ

การบอกอายุครรภ์จากระดับ Beta-hCG

แม้ว่าระดับ Beta-hCG จะมีช่วงค่าอ้างอิงตามอายุครรภ์ (Gestational Age Reference Range) แต่ค่าของฮอร์โมนในแต่ละบุคคลมีความกว้างมาก ตัวอย่างเช่น ในสัปดาห์ที่สี่ของการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนอาจอยู่ระหว่าง 5 ถึง 426 mIU/mL ซึ่งมีความแตกต่างกันสูงมาก ดังนั้น แพทย์จึงไม่นิยมใช้ตัวเลข Beta-hCG เดี่ยวๆ มากำหนดอายุครรภ์ที่แน่นอน แต่นิยมใช้วิธีอัลตร้าซาวด์เพื่อวัดขนาดถุงตั้งครรภ์ร่วมด้วย ส่วนการตรวจเลือดจะใช้ประเมินความสมบูรณ์ของตัวอ่อนในระยะแรก

การวินิจฉัยภาวะแท้งและภาวะแทรกซ้อน

การตรวจเลือด Beta-hCG แบบติดตามผล (Serial Beta-hCG) มีความแม่นยำสูงในการบ่งชี้ความผิดปกติของการตั้งครรภ์ ดังนี้:

  • ภาวะแท้งคุกคามหรือแท้งครบ (Miscarriage): หากระดับฮอร์โมน Beta-hCG ลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน (ควรเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละหกสิบทุกสี่สิบแปดชั่วโมง) แสดงว่าการตั้งครรภ์นั้นอาจไม่เจริญเติบโตต่อ หรือเกิดภาวะแท้งขึ้นแล้ว
  • การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy): หากระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ผิดปกติ หรือขึ้นๆ ลงๆ และเมื่อตรวจอัลตร้าซาวด์ทางช่องคลอดแล้วไม่พบถุงตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูก ทั้งที่ค่า Beta-hCG สูงเกินระดับเกณฑ์ตัด (Discriminatory zone ประมาณ 1,500 - 2,000 mIU/mL) แพทย์จะสงสัยภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูกทันที ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • ครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar Pregnancy): หากระดับฮอร์โมน Beta-hCG สูงสูงผิดปกติ สูงกว่าเกณฑ์ปกติของอายุครรภ์นั้นๆ ไปมาก อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของการสร้างรกที่เรียกว่าครรภ์ไข่ปลาอุก

อาการและสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

สำหรับผู้ที่ทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ หรือมีผลตรวจ Beta-hCG เป็นบวก หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ต้องรีบเดินทางไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:

  • มีอาการปวดท้องน้อยรุนแรง หรือปวดเสียดบริเวณอุ้งเชิงกรานข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด ไม่ว่าจะเป็นเลือดสด เลือดสีคล้ำ หรือมีเนื้อเยื่อปนออกมา
  • มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หน้ามืด เป็นลม หรือรู้สึกใจสั่น ซึ่งอาจเกิดจากภาวะตกเลือดภายในช่องท้องจากการตั้งครรภ์นอกมดลูกแตก
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้องหรือตกขาวผิดปกติ
  • อาการแพ้ท้องหายไปอย่างกะทันหันร่วมกับมีเลือดออก (อาจบ่งบอกถึงการหยุดเจริญเติบโตของครรภ์)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การตั้งครรภ์นอกมดลูกที่ปล่อยทิ้งไว้จนท่อรังไข่แตก จะทำให้เกิดการตกเลือดในช่องท้องปริมาณมาก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หากมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงร่วมกับเลือดออกทางช่องคลอดในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ห้ามรอจนถึงวันนัดแพทย์เด็ดขาด ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยและการดูแลรักษาเมื่อพบความผิดปกติ

เมื่อแพทย์ตรวจพบระดับ Beta-hCG ที่ผิดปกติ หรือพบร่วมกับอาการแสดงที่น่าสงสัย แนวทางการตรวจวินิจฉัย จะประกอบด้วย:

  • การอัลตร้าซาวด์ซ้ำผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เพื่อดูตำแหน่งของถุงตั้งครรภ์อย่างละเอียด
  • การเจาะเลือดตรวจซ้ำเพื่อดูค่าฮอร์โมน Beta-hCG ทุกสี่สิบแปดถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมง
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) เพื่อประเมินภาวะเสียเลือด

แนวทางการรักษา จะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยโรค:

  • กรณีแท้งครบหรือแท้งสมบูรณ์: แพทย์อาจให้ติดตามอาการ หรือทำการขูดมดลูก (Dilation and Curettage) ในกรณีที่มีเศษเนื้อเยื่อตกค้างเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • กรณีการตั้งครรภ์นอกมดลูกในระยะเริ่มต้น: หากยังไม่มีการแตก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเคมีบำบัดเฉพาะที่ (Methotrexate) เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์รกโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีการแตกหรือมีเลือดออกมาก จะต้องทำการผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopy) ทันที
  • กรณีครรภ์ไข่ปลาอุก: ต้องทำการรักษาโดยการดูดสุญญากาศโพรงมดลูก และติดตามระดับ Beta-hCG อย่างต่อเนื่องจนกว่าค่าจะลดลงเป็นศูนย์และคงที่เป็นเวลาหลายเดือน

การปฏิบัติตัวและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะแรกของการตั้งครรภ์

การดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและส่งเสริมให้ครรภ์เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์:

  • รับประทานวิตามินกรดโฟลิก (Folic Acid) ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนตั้งครรภ์และไตรมาสแรก เพื่อป้องกันความพิการทางสมองและระบบประสาทของทารก
  • งดการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดทุกชนิด รวมถึงการจำกัดปริมาณคาเฟอีน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อตัวอ่อนในครรภ์
  • มาพบสูติแพทย์เพื่อฝากครรภ์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อประเมินสุขภาพแม่และเด็กอย่างต่อเนื่อง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกระแทก หรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
คำแนะนำจากคุณหมอ: ความเครียดมีผลต่อระบบฮอร์โมนในร่างกาย คุณแม่ที่เพิ่งทราบว่าตั้งครรภ์ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ และหากมีความกังวลใจเรื่องผลตรวจเลือด Beta-hCG ควรปรึกษาสูติแพทย์โดยตรงเพื่อรับคำอธิบายที่ถูกต้องและคลายความวิตกกังวล

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้รับบริการ (Patient Actionable Checklist)

แนวทางปฏิบัติที่ควรทำตามทันทีเมื่อท่านเข้ารับการตรวจหรือสงสัยว่าตั้งครรภ์:

  • จดบันทึกวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย (LMP) ให้แม่นยำ เพื่อใช้ประเมินอายุครรภ์เบื้องต้น
  • หากตรวจชุดตรวจปัสสาวะแล้วขึ้นสองขีดจางๆ และต้องการความมั่นใจสูง สามารถขอตรวจเลือดแบบ Quantitative Beta-hCG กับสถานพยาบาลได้
  • หากแพทย์นัดเจาะเลือดซ้ำเพื่อดูค่า Beta-hCG ห่างกันสี่สิบแปดชั่วโมง ควรไปตรวจตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อให้แพทย์เทียบอัตราการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนได้อย่างแม่นยำ
  • สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น อาการปวดท้องน้อยหรือมีเลือดออก หากพบอาการเหล่านี้ต้องไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอวันนัด
  • เริ่มต้นรับประทานกรดโฟลิกและดูแลโภชนาการให้ครบถ้วนทันทีที่ทราบผลการตั้งครรภ์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down