ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขข้อข้องใจการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด Beta-hCG คืออะไร ทำไมแพทย์จึงแนะนำ

การตรวจการตั้งครรภ์ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่กำลังสงสัยว่าตนเองกำลังจะมีสมาชิกใหม่ โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกับการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์ทางปัสสาวะที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยา แต่ในทางการแพทย์ยังมีวิธีการตรวจอีกหนึ่งวิธีที่มีความแม่นยำสูงและให้ข้อมูลเชิงลึกมากกว่า นั่นคือการตรวจการตั้งครรภ์ด้วยเลือด Beta-hCG ซึ่งสามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ชุดตรวจปัสสาวะจะแสดงผลเสียด้วยซ้ำ

ฮอร์โมน Beta-hCG (Beta Human Chorionic Gonadotropin) คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นรกหลังจากการปฏิสนธิเกิดขึ้นและตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูกแล้ว ฮอร์โมนตัวนี้จะเข้าสู่กระแสเลือดและขับออกทางปัสสาวะ การตรวจวัดปริมาณฮอร์โมนตัวนี้ในเลือดจึงเป็นมาตรฐานทองคำทางการแพทย์ในการยืนยันการตั้งครรภ์ประเมินอายุครรภ์ และติดตามความผิดปกติในระยะแรกของการตั้งครรภ์ได้อย่างแม่นยำ

กลไกการเกิดฮอร์โมน Beta-hCG และสาเหตุที่ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

ทันทีที่ไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิเคลื่อนตัวมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก (Implantation) รกตั้งต้นจะเริ่มผลิตฮอร์โมน hCG ออกมาเข้าสู่กระแสเลือดของคุณแม่ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ปกติ ระดับของฮอร์โมน Beta-hCG จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปปริมาณฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ สองถึงสามวัน (ประมาณ 48 ถึง 72 ชั่วโมง)

ความเร็วในการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน Beta-hCG นี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญให้แพทย์ใช้ประเมินสุขภาพครรภ์ หากระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ แสดงว่าตัวอ่อนกำลังเติบโตอย่างเหมาะสม แต่หากระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นช้าผิดปกติ หรือมีค่าลดลง อาจบ่งบอกถึงภาวะแท้ง หรือภาวะการตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy) ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนทางสูตินรีเวชที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

ประเภทของการตรวจเลือด Beta-hCG และความแตกต่าง

การตรวจฮอร์โมน Beta-hCG ในเลือดแบ่งออกเป็นสองรูปแบบหลักทางการแพทย์ ซึ่งให้ข้อมูลที่แตกต่างกันดังนี้

  • การตรวจแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative hCG Test): เป็นการตรวจเพื่อดูว่ามีฮอร์โมน Beta-hCG อยู่ในเลือดหรือไม่ โดยจะให้ผลออกมาเป็นบวก (ท้อง) หรือลบ (ไม่ท้อง) เท่านั้น คล้ายกับการใช้ชุดตรวจปัสสาวะแต่มีความไวสูงกว่าเล็กน้อย
  • การตรวจแบบเชิงปริมาณ (Quantitative hCG Test หรือ Beta-hCG Blood Test): เป็นการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน Beta-hCG ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอน (หน่วยเป็น mIU/mL) การตรวจวิธีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินอายุครรภ์ ติดตามความก้าวหน้าของการตั้งครรภ์ และวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

การตรวจ Beta-hCG บอกอายุครรภ์และภาวะแท้งได้จริงหรือ

คำถามที่พบบ่อยคือการเจาะเลือดตรวจค่า Beta-hCG สามารถบอกอายุครรภ์และภาวะแท้งได้จริงหรือไม่ คำตอบคือสามารถบอกแนวโน้มและประเมินได้ แต่ต้องอาศัยการแปลผลร่วมกับประวัติประจำเดือนและการอัลตร้าซาวด์ประกอบด้วยเสมอ เนื่องจากระดับฮอร์โมน Beta-hCG ในแต่ละสัปดาห์ของการตั้งครรภ์จะมีช่วงค่าปกติที่กว้างมาก

ตัวอย่างเช่น ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 5 ของการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนอาจอยู่ในช่วงหลักร้อยจนถึงหลักพัน การดูค่าตัวเลขครั้งเดียวโดดๆ จึงไม่สามารถระบุอายุครรภ์ที่แน่นอนได้ แพทย์จึงนิยมเจาะเลือดตรวจซ้ำห่างกัน 48 ชั่วโมง เพื่อดูอัตราการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน หากค่าฮอร์โมนลดลง หรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์ปกติอย่างมีนัยสำคัญ แพทย์จะวินิจฉัยได้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแท้ง (Miscarriage) หรือภาวะแท้งคุกคาม

คำแนะนำจากคุณหมอ: การตรวจเลือด Beta-hCG แบบเชิงปริมาณ (Quantitative) มีประโยชน์มากในคุณแม่ที่มีประวัติแท้งซ้ำ มีเลือดออกผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีบุตรยากและทำเด็กหลอดแก้ว เพื่อให้แพทย์สามารถติดตามดูแลได้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สัญญาณอันตรายและอาการเตือนที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากคุณตรวจพบการตั้งครรภ์ด้วยเลือดแล้ว แต่ยังมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที ห้ามรอจนถึงวันนัด:

  • มีเลือดออกทางช่องคลอด: ไม่ว่าจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือเลือดออกมากมีลิ่มเลือดร่วมด้วย
  • ปวดท้องน้อยรุนแรง: โดยเฉพาะการปวดหน่วงข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • เวียนหัว หน้ามืด เป็นลม: เกิดจากการเสียเลือดภายในหรือความดันโลหิตต่ำจากภาวะแทรกซ้อน
  • มีไข้สูงหนาวสั่น: บ่งบอกถึงการติดเชื้อในโพรงมดลูก

วิธีวินิจฉัยและการแปลผลของแพทย์

เมื่อคุณแม่มาพบแพทย์ด้วยความสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ แพทย์จะมีแนวทางการวินิจฉัยที่เป็นระบบดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ถามถึงวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย (LMP) ประวัติการคุมกำเนิด และอาการผิดปกติต่างๆ
  • การเจาะเลือดตรวจ Beta-hCG เชิงปริมาณ: เพื่อหาค่าความเข้มข้นของฮอร์โมนในเลือด
  • การอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound): อาจทำผ่านทางหน้าท้องหรือช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เมื่อค่า Beta-hCG สูงเกินระดับที่ควรจะมองเห็นถุงการตั้งครรภ์ได้แล้ว (โดยทั่วไปคือค่าเกิน 1,500 ถึง 2,000 mIU/mL) เพื่อยืนยันว่าถุงการตั้งครรภ์อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องในโพรงมดลูก

การดูแลตนเองและข้อควรระวังเมื่อทราบผลตรวจ

หลังจากทราบผลการตรวจเลือด Beta-hCG และยืนยันการตั้งครรภ์แล้ว การดูแลตนเองในช่วงไตรมาสแรกมีความสำคัญสูงสุด เนื่องจากเป็นช่วงที่อวัยวะของทารกกำลังเริ่มสร้าง:

  • ฝากครรภ์เนิ่นๆ: ควรไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีที่ยืนยันการตั้งครรภ์ เพื่อรับวิตามินกรดโฟลิก (Folic Acid) ซึ่งช่วยป้องกันความพิการทางสมองและไขสันหลังของทารก
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ: งดการสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการใช้ยาเองทุกชนิดโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นอาหารปรุงสุก สะอาด และครบถ้วน 5 หมู่
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมาก: งดการยกของหนัก การออกกำลังกายหักโหม และการเดินทางไกลที่กระทบกระเทือน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามวินิจฉัยอายุครรภ์หรือภาวะแท้งด้วยตนเองจากการเปรียบเทียบค่า Beta-hCG กับผู้อื่น เนื่องจากค่าปกติของแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างมาก การแปลผลต้องกระทำโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเท่านั้น

วิธีป้องกันและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ระยะแรก

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการตั้งครรภ์และการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะแท้งบุตรในระยะแรก ซึ่งส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 50 เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อนเองตามธรรมชาติ การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับฮอร์โมน Beta-hCG จะช่วยลดความกังวลและช่วยให้คุณแม่สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้รับบริการ:
  • หากประจำเดือนขาดหรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ สามารถขอตรวจเลือด Beta-hCG แบบเชิงปริมาณเพื่อความแม่นยำสูง
  • หากค่าฮอร์โมนต่ำหรือแพทย์นัดเจาะเลือดซ้ำเพื่อดูการเพิ่มขึ้น ควรมาตามนัดหมายอย่างเคร่งครัด
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกทางช่องคลอดหรือปวดท้องน้อยรุนแรง ให้รีบพบแพทย์ทันที
  • รีบไปฝากครรภ์และรับประทานกรดโฟลิกตามแพทย์สั่งเพื่อสุขภาพครรภ์ที่ดีที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down