ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกร้องไห้หนักมาก งอแงไม่หยุด: คุณหมอจะวินิจฉัยภาวะโคลิกได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่ต้องกังวลเป็นพิเศษ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงเคยสัมผัสกับช่วงเวลาที่ลูกน้อยวัยแรกเกิดถึงไม่กี่เดือนร้องไห้หนักมาก ร้องไห้ไม่หยุด งอแงจนดูเหมือนไม่มีอะไรจะปลอบได้ ไม่ว่าจะอุ้ม โอบ โยก หรือป้อนนมก็ยังไม่ดีขึ้น ภาพลูกที่ร้องไห้หน้าแดงก่ำ กำมือแน่น งอขาขึ้นมาหาท้องอย่างต่อเนื่อง ย่อมสร้างความกังวลและความเหนื่อยล้าให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และแน่นอนว่าคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคือ “ลูกเป็นอะไรกันแน่” คุณหมอเองก็เข้าใจความรู้สึกนี้ดี

ในทางการแพทย์ เรามักเรียกภาวะที่ทารกมีการร้องไห้มากผิดปกติโดยหาสาเหตุทางกายไม่ได้ว่า “โคลิก” (Infant Colic) ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยและสร้างความท้าทายให้กับทั้งครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ในการวินิจฉัยและดูแล วันนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกันว่าคุณหมอจะวินิจฉัยภาวะโคลิกได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรต้องกังวลเป็นพิเศษและรีบปรึกษาแพทย์

โคลิกคืออะไร: นิยามทางการแพทย์และเกณฑ์การวินิจฉัย

ภาวะโคลิกไม่ใช่โรค แต่เป็นกลุ่มอาการที่บ่งบอกถึงการร้องไห้ที่มากผิดปกติในทารกที่โดยรวมแล้วมีสุขภาพดี มีการเจริญเติบโตปกติ ตามเกณฑ์การวินิจฉัยที่นิยมใช้กันแพร่หลายคือ เกณฑ์ของ Wessel (Wessel’s Criteria) หรือ “กฎเลขสาม” (Rule of 3s) ซึ่งระบุว่าทารกจะมีภาวะโคลิกหากมีอาการดังนี้:

  • ร้องไห้มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน
  • ร้องไห้มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์
  • ร้องไห้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 3 สัปดาห์

และที่สำคัญคือภาวะนี้มักเกิดในทารกแรกเกิดถึงอายุประมาณ 3-4 เดือน โดยอาการมักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้เองเมื่อทารกโตขึ้น

อาการและพฤติกรรมจำเพาะของทารกที่มีโคลิก

นอกจากเกณฑ์การร้องไห้ดังกล่าว ทารกที่มีภาวะโคลิกมักแสดงพฤติกรรมจำเพาะที่แตกต่างจากการร้องไห้ปกติ:

  • ร้องไห้หนักอย่างกะทันหัน: มักเริ่มร้องโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย และเป็นเสียงร้องที่แหลมดัง แสดงความเจ็บปวด
  • ช่วงเวลาที่ร้อง: มักเกิดในช่วงเวลาเดิมๆ ของแต่ละวัน โดยเฉพาะช่วงบ่ายแก่ๆ เย็นๆ หรือตอนกลางคืน
  • ไม่สามารถปลอบได้: การปลอบโยนปกติ เช่น อุ้ม โยก หรือป้อนนม มักไม่ได้ผลหรือช่วยได้เพียงชั่วขณะ
  • ท่าทางประกอบ: ขณะร้อง ทารกอาจหน้าแดงก่ำ กำมือแน่น งอแขนขาเข้าหาลำตัว หรือแอ่นหลัง
  • มีแก๊สในท้อง: ทารกอาจท้องป่อง หรือผายลมบ่อยขึ้น เนื่องจากการกลืนอากาศเข้าไปขณะร้องไห้
  • หยุดร้องกะทันหัน: บางครั้งอาการร้องไห้จะหยุดลงเองอย่างกะทันหันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อทารกหยุดร้องแล้ว เขาจะกลับมาเป็นเด็กที่ร่าเริง แจ่มใส กินนมได้ดี และมีการเจริญเติบโต พัฒนาการตามวัยปกติทุกประการ

คุณหมอจะวินิจฉัยภาวะโคลิกได้อย่างไร

การวินิจฉัยภาวะโคลิกเป็นการวินิจฉัยแบบ "การแยกโรค" (Diagnosis of exclusion) หมายความว่าคุณหมอจะต้องตรวจเพื่อตัดความเป็นไปได้ของโรคหรือภาวะอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการร้องไห้รุนแรงคล้ายโคลิกออกไปก่อน กระบวนการวินิจฉัยประกอบด้วย:

1. การซักประวัติอย่างละเอียด

การซักประวัติจากคุณพ่อคุณแม่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณหมอจะสอบถามข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับ:

  • ลักษณะการร้องไห้: เริ่มเมื่อไหร่ ความถี่ ระยะเวลาที่ร้องนานแค่ไหน ร้องช่วงเวลาใดของวัน มีอะไรที่ทำให้ดีขึ้นหรือแย่ลง
  • พฤติกรรมขณะร้อง: มีอาการร่วมอะไรบ้าง เช่น หน้าแดง กำมือ งอขา ผายลม
  • ประวัติการกินนม: กินนมแม่หรือนมผสม ปริมาณ ความถี่ มีปัญหาการดูดกลืน หรือแหวะนมบ่อยแค่ไหน
  • ประวัติการขับถ่าย: ลักษณะอุจจาระ ปัสสาวะ ความถี่ มีเลือดปนหรือไม่
  • พฤติกรรมทั่วไปของทารก: การนอน การเล่น ความตื่นตัว เมื่อไม่ได้ร้องไห้ ทารกเป็นอย่างไร
  • สุขภาพโดยรวม: มีไข้หรือไม่ ซึมลง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ
  • ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว: มีประวัติแพ้อาหาร หรือโรคทางพันธุกรรมหรือไม่

2. การตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยกุมารแพทย์เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าทารกไม่มีความผิดปกติทางร่างกายที่ทำให้เกิดอาการร้องไห้ คุณหมอจะตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ได้แก่:

  • ตรวจดูสัญญาณชีพ: อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และการหายใจ
  • ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และรอบศีรษะ: เพื่อประเมินการเจริญเติบโตว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่
  • ตรวจศีรษะและใบหน้า: ดูลักษณะกะโหลก ตรวจตา หู คอ จมูก
  • ตรวจช่องปาก: ดูแผลในปาก หรือเชื้อรา
  • ตรวจช่องท้อง: คลำท้องเพื่อดูว่ามีอวัยวะโตผิดปกติหรือไม่ หรือมีไส้เลื่อนหรือไม่
  • ตรวจผิวหนัง: ดูผื่น หรือการเปลี่ยนแปลงของสีผิว
  • ตรวจระบบประสาทและปฏิกิริยาสะท้อนกลับ: ดูการตอบสนองและพัฒนาการเบื้องต้น
  • ตรวจอวัยวะเพศและทวารหนัก: เพื่อหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุ

หากทารกมีภาวะโคลิก การตรวจร่างกายมักจะพบว่าทุกอย่างปกติ

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

โดยทั่วไปแล้ว หากประวัติและผลการตรวจร่างกายของทารกเป็นปกติ ไม่พบความผิดปกติใดๆ คุณหมอมักจะไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพราะโคลิกไม่ใช่โรคที่ต้องใช้การตรวจเลือดหรือเอกซเรย์ในการวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม คุณหมออาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่มีข้อบ่งชี้หรือมีอาการที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นภาวะอื่น เช่น:

  • ภาวะกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease - GERD): ทารกอาจมีอาการแหวะนมบ่อย สำลักหลังกินนม หรือแสดงท่าทางไม่สุขสบายหลังกินนม
  • แพ้โปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein Allergy - CMPA): อาจมีอาการร้องไห้ร่วมกับผื่นขึ้น มีเลือดปนในอุจจาระ หรือน้ำหนักขึ้นไม่ดี
  • การติดเชื้อ: หากมีไข้ ซึมลง กินนมน้อยลง ปัสสาวะมีกลิ่นฉุน อาจพิจารณาส่งตรวจปัสสาวะเพื่อหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • ลำไส้กลืนกัน (Intussusception): ทารกจะมีอาการปวดท้องรุนแรงเป็นพักๆ ร้องไห้เสียงดังเป็นช่วงๆ อาจมีอุจจาระปนเลือด
  • ความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม (Metabolic Disorders) หรือทางระบบประสาท: ซึ่งมักจะพบอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ซึม ชัก หรือพัฒนาการช้า
  • ไส้เลื่อน: อาจพบก้อนนูนบริเวณขาหนีบ หรือสะดือ

การส่งตรวจเพิ่มเติมจะเป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยพิจารณาจากอาการและผลการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ

เมื่อไหร่ที่ต้องกังวลเป็นพิเศษและรีบไปพบแพทย์

แม้ว่าภาวะโคลิกส่วนใหญ่จะไม่อันตรายและหายได้เอง แต่มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่บ่งชี้ว่าอาการร้องไห้ของลูกอาจไม่ใช่แค่โคลิก แต่เป็นอาการของโรคอื่นที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรลังเลที่จะพาลูกไปพบแพทย์ทันที:

  • มีไข้สูง
  • ซึมลง หรือไม่ตื่นตัว
  • กินนมได้น้อยมาก หรือไม่ยอมกินนมเลย
  • อาเจียนพุ่ง หรืออาเจียนเป็นสีเขียวเหลือง (Bile-stained vomiting)
  • ท้องเสียรุนแรง หรือมีมูกเลือดปนในอุจจาระ
  • น้ำหนักลด หรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • มีอาการชัก หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • ท้องแข็งกดเจ็บ หรือมีก้อนผิดปกติที่คลำได้ในช่องท้องหรือขาหนีบ
  • มีอาการร้องไห้ที่ดูเหมือนปวดมาก ไม่สามารถปลอบได้เลย และมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับอาการอื่นๆ ที่น่าเป็นห่วง

หากลูกน้อยของคุณดูไม่สบาย หรือมีอาการใดๆ ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่สบายใจ ควรพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที เพราะการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คลายความกังวลและมั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมที่สุด

"โคลิกเป็นภาวะที่ทดสอบความอดทนของคุณพ่อคุณแม่ แต่สิ่งสำคัญคือการสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิด และปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกน้อยของคุณจะเติบโตอย่างแข็งแรงและมีความสุข"

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ