ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความรู้จักกับไวรัสตับอักเสบ B และ C ภัยเงียบใกล้ตัว

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและโรคระบบทางเดินอาหาร หนึ่งในโรคที่น่ากังวลมากที่สุดและมักพบว่าผู้ป่วยมาพบแพทย์ในระยะลุกลามแล้วคือโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B Virus - HBV) และชนิดซี (Hepatitis C Virus - HCV) โรคเหล่านี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ภายในร่างกาย เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดที่เนื้อตับโดยตรง ทำให้กระบวนการอักเสบเรื้อรังดำเนินไปได้โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าชัดเจน หลายคนมารู้ตัวอีกทีเมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็งหรือมะเร็งตับแล้ว

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค การติดต่อที่คุณต้องระวัง

ไวรัสตับอักเสบทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของโครงสร้างไวรัสและเส้นทางการติดต่อ แต่มีผลลัพธ์ปลายทางที่คล้ายคลึงกันคือการทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง

  • ไวรัสตับอักเสบ B (HBV): ติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่ง เลือด เพศสัมพันธ์ และการติดต่อจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด เชื้อนี้มีความสามารถในการแฝงตัวอยู่ในร่างกายสูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยเด็ก มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาไปเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
  • ไวรัสตับอักเสบ C (HCV): ติดต่อหลักผ่านทางกระแสเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก เจาะร่างกาย หรือการรับเลือดในอดีตก่อนที่จะมีระบบคัดกรองที่เข้มงวด เชื้อไวรัสซีมีความสามารถในการหลบ ภูมิคุ้มกันของร่างกายสูงมาก ทำให้กว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อกลายเป็นโรคเรื้อรัง

อาการและระยะของโรค สัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายพยายามบอก

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะมีสีเข้มอุจจาระมีสีซีด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ติดเชื้อเรื้อรัง อาการเหล่านี้จะไม่แสดงออกเลย นานนับสิบปี จนกระทั่งเซลล์ตับถูกทำลายเป็นจำนวนมากและเกิดังผืดสะสมกลายเป็นตับแข็ง

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรังจำนวนมากไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย การตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อหาค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test) และการตรวจหา Monoclonal Antibody ต่อเชื้อไวรัส จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะตับแข็งหรือมีภาวะแทรกซ้อน ร่างกายจะแสดงสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน ได้แก่

  • ตัวเหลือง ตาเหลืองอย่างเห็นได้ชัด และอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกายที่หาสาเหตุไม่ได้
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites) และขาบวมทั้งสองข้าง
  • อาเจียนเป็นเลือดสดหรือถ่ายอุจจาระมีสีดำคล้ายยางมะตอย ซึ่งเกิดจากการแตกของเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร
  • มีอาการซึม สับสน พูดจาสับสนเพ้อ หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะทางสมองจากโรคตับวาย (Hepatic Encephalopathy)
  • น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดแน่นชายโครงขวา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของก้อนมะเร็งตับ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ที่แม่นยำ

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ B และ C ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อยืนยันการติดเชื้อและประเมินความรุนแรงของโรค

  • การตรวจเลือดเฉพาะเจาะจง: สำหรับไวรัสบีจะตรวจหา HBsAg (Hepatitis B surface Antigen) เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ และตรวจหาภูมิต้านทาน หากเป็นไวรัสซีจะตรวจหา Anti-HCV และยืนยันด้วยการตรวจปริมาณไวรัสในเลือด (HCV RNA)
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Upper Abdominal Ultrasound): เพื่อประเมินขนาดและลักษณะของเนื้อตับ คราบไขมันในตับ ภาวะตับแข็ง และการคัดกรองก้อนมะเร็งตับระยะเริ่มต้น
  • การตรวจความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan): เป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่ไม่เจ็บตัว ใช้ตรวจวัดระดับพังผืดและไขมันสะสมในตับ เพื่อประเมินความเสียหายของตับได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์สมัยใหม่

แนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบมีความก้าวหน้าอย่างมากในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับ

  • การรักษาไวรัสตับอักเสบ B: แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานในกลุ่มที่เหมาะสม ซึ่งต้องรับประทานต่อเนื่องระยะยาวหรือตลอดชีวิต เพื่อกดเชื้อไม่ให้ทำลายตับ และต้องไม่หยุดยาเองเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน
  • การรักษาไวรัสตับอักเสบ C: ปัจจุบันมียาต้านไวรัสกลุ่มออกฤทธิ์ตรง (Direct-Acting Antivirals - DAAs) ที่มีความปลอดภัยสูงมาก ระยะเวลาการรักษาสั้นเพียงแปดถึงสิบสองสัปดาห์ และมีอัตราการหายขาดสูงถึงเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาไวรัสตับอักเสบซีในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป ยาสมัยใหม่แทบไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงเหมือนในอดีต การเข้ามารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคและมีชีวิตที่ยืนยาวได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับตับ จำเป็นต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตและการใช้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายอย่างเคร่งครัด

  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเด็ดขาด: แอลกอฮอล์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการอักเสบของเซลล์ตับโดยตรง ทำให้ตับแข็งตัวเร็วขึ้นหลายเท่า
  • ระมัดระวังการใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร: ยาหลายชนิด เช่น พาราเซตามอลเกินขนาด ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) หรือยาสสมุนไพรบางชนิด เม็ดวิตามินบางประเภท ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากตับเป็นอวัยวะหลักในการเผาผลาญยา
  • หลีกเลี่ยงอาหารดิบ: โดยเฉพาะอาหารทะเลดิบหรือเนื้อสัตว์ที่ไม่สุก เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเสี่ยง

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B: แนะนำให้ฉีดในทุกคนที่ไม่เคยมีภูมิต้านทาน โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดและบุคลากรทางการแพทย์ วัคซีนนี้มีความปลอดภัยสูงและสามารถป้องกันโรคได้ตลอดชีวิตในคนส่วนใหญ่
  • การป้องกันการรับเชื้อ: หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยา ยามีดโกน กรรไกรตัดเล็บ หรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น และปฏิบัติตัวปลอดภัยทางเพศสัมพันธ์
  • การตรวจสุขภาพประจำปี: ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิตสำหรับผู้ใหญ่ทุกคน เพื่อค้นหาเชื้อและรับการรักษาก่อนสายเกินแก้

สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

ไวรัสตับอักเสบ B และ C เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้ามเนื่องจากไม่มีอาการแสดงในระยะแรก การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ฉีดวัคซีนป้องกัน และเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องกับแพทย์เฉพาะทางเมื่อพบเชื้อ จะช่วยปกป้องสุขภาพตับของคุณให้แข็งแรงและปลอดภัยจากโรคมะเร็งตับได้อย่างยั่งยืน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down