ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตับอวัยวะสำคัญที่ทำงานไม่เคยหยุดพัก

ตับถือเป็นโรงงานเคมีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญนับร้อยประการ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญสารอาหาร การขับสารพิษออกจากกระแสเลือด การสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด และการเก็บสะสมพลังงาน เมื่อตับต้องเผชิญกับการติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบ B และ C ตับจะเกิดการอักเสบเรื้อรังสะสมเป็นเวลาหลายปี จนนำไปสู่ภาวะพังผืดในตับ ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด โรคนี้มักถูกเรียกว่าเป็นภัยเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการใดๆ ในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นพาหะหรือกำลังป่วย จนกระทั่งเข้าสู่ระยะลุกลามที่ตับถูกทำลายไปมากแล้ว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพตับของคุณและคนที่คุณรัก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ B และ C

ไวรัสตับอักเสบ B (Hepatitis B Virus - HBV) และไวรัสตับอักเสบ C (Hepatitis C Virus - HCV) เป็นเชื้อไวรัสคนละชนิดกัน แต่มีเป้าหมายโจมตีอวัยวะเดียวกันคือเซลล์ตับ (Hepatocytes) การทำความเข้าใจถึงลักษณะของเชื้อและการติดต่อจะช่วยให้เราสามารถป้องกันตัวเองได้อย่างตรงจุด

ไวรัสตับอักเสบ B (HBV)

เชื้อไวรัสตับอักเสบ B เป็นเชื้อไวรัสชนิด DNA ที่มีความทนทานสูงในสิ่งแวดล้อม การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง หากติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยเด็ก มีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาไปเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ช่องทางการติดต่อหลักได้แก่ การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งผ่านการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก หรือการเจาะร่างกายด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด

ไวรัสตับอักเสบ C (HCV)

เชื้อไวรัสตับอักเสบ C เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ที่มีการกลายพันธุ์ค่อนข้างสูง ทำให้การสร้างวัคซีนป้องกันทำได้ยาก การติดเชื้อไวรัสซีส่วนใหญ่จะกลายเป็นเรื้อรังสูงถึงร้อยละเจ็ดสิบถึงแปดสิบ ช่องทางการติดต่อหลักคือทางเลือดเป็นสำคัญ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด การรับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดก่อนที่จะมีระบบการคัดกรองที่รัดกุมในอดีต รวมถึงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันที่มีโอกาสปนเปื้อนเลือด เช่น มีดโกนหนวด หรือแปรงสีฟัน

คำแนะนำจากคุณหมอ: แม้ว่าไวรัสตับอักเสบ B และ C จะติดต่อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่งคล้ายกัน แต่ไวรัสทั้งสองชนิดนี้ไม่ติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารร่วมกัน การใช้วิดน้ำร่วมกัน การกอด หรือการหอมแก้มในชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยจึงสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติหากระมัดระวังเรื่องของใช้ส่วนตัวที่มีคม

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ ระยะฟักตัวอาจกินเวลาตั้งแต่หลักสัปดาห์จนถึงหลายเดือน อาการแสดงจะมีความแตกต่างกันไปตามระยะเวลาและความรุนแรงของการอักเสบ

ระยะเฉียบพลัน

ในผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อแบบเฉียบพลัน อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหารอย่างรุนแรง รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ ปวดบริเวณชายโครงด้านขวาซึ่งเป็นที่ตั้งของตับ หากการอักเสบรุนแรงมากขึ้น จะเริ่มมีอาการดีซ่าน คือผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนสีชาแก่ และอุจจาระมีสีซีดลง

ระยะเรื้อรัง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในระยะเรื้อรังมักไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เลย สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำให้ชะล่าใจและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะเริ่มปรากฏอีกครั้งเมื่อตับเริ่มถูกทำลายจนเกิดภาวะตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการท้องโตจากมีน้ำในช่องท้อง ขาบวม เส้นเลือดขอดที่หลอดอาหาร และมีเลือดออกง่ายหยุดยาก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากคุณมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือมีประวัติความเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดคัดกรองทันที อย่ารอให้แสดงอาการรุนแรงเพราะอาจสายเกินแก้

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ในผู้ป่วยโรคตับอักเสบ อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เรียกว่าตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) หรือภาวะตับแข็งระยะสุดท้าย ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด สัญญาณเตือนอันตรายประกอบด้วย

  • อาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งเกิดจากภาวะสมองจากโรคตับ (Hepatic Encephalopathy)
  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรือถ่ายอุจจาระดำสนิทเหมือนยางมะตอย ซึ่งบ่งชี้ว่ามีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับมีอาการแน่นอึดอัดหายใจไม่สะดวก
  • มีไข้สูงร่วมกับปวดท้องรุนแรง
  • มีจ้ำเลือดตามตัวง่าย เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือเลือดออกตามไรฟัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบ B และ C ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ร่วมกับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ

  • การตรวจเลือดหาแอนติเจนและแอนติบอดี (Serology Tests): สำหรับไวรัสบีจะตรวจหาผิวของไวรัส เรียกว่าเอชบีเอสแอจี (HBsAg) เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ และตรวจหาภูมิต้านทาน (Anti-HBs) ส่วนไวรัสซีจะตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัสซี (Anti-HCV)
  • การตรวจปริมาณไวรัสในกระแสเลือด (Viral Load / PCR): เพื่อประเมินความรุนแรงของการเบ่งตัวของเชื้อไวรัสและวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests): ตรวจหาระดับเอนไซม์ตับ เช่น เอสเอย์ที (AST) เอแอลที (ALT) และระดับบิลิรูบิน เพื่อประเมินความเสียหายของเซลล์ตับ
  • การตรวจประเมินความยืดหยุ่นของตับ (FibroScan / Ultrasound): เพื่อเช็กระดับพังผืดและไขมันสะสมในเนื้อตับโดยไม่ต้องเจาะชิ้นเนื้อตับ

วิธีดูแลรักษาและการใช้ยาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

เป้าหมายหลักของการรักษาคือการลดการอักเสบของตับ ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ป้องกันการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ ในปัจจุบันวงการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมากในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ

การรักษาไวรัสตับอักเสบ B

หากเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ซึ่งเป็นยาที่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดเพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและเกิดตับอักเสบรุนแรงซ้ำซ้อน

การรักษาไวรัสตับอักเสบ C

ข่าวดีในปัจจุบันคือ ไวรัสตับอักเสบ C สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยารุ่นใหม่กลุ่มดีเอเอ (Direct-Acting Antivirals - DAAs) ซึ่งรับประทานเพียงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณสองถึงสามเดือน มีผลข้างเคียงน้อยมาก และมีอัตราการหายขาดสูงมากกว่าร้อยละเก้าสิบห้า

คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยโรคตับอักเสบควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาชุด ยาสมุนไพร ยาต้ม ยาลูกกลอน หรืออาหารเสริมที่ไม่มีทะเบียนรับรองมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากสารเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการเผาผลาญที่ตับ อาจทำให้ตับทำงานหนักและเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงจากยาได้

การปฏิบัติตัวและการฟื้นฟูสุขภาพตับที่บ้าน

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีมีส่วนช่วยช่วยลดภาระการทำงานของตับและส่งเสริมกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ตับ

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด: แอลกอฮอล์คือสารพิษโดยตรงต่อเซลล์ตับ การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับมีเชื้อไวรัสตับอักเสบจะเร่งให้เกิดตับแข็งเร็วขึ้นหลายเท่า
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วน: เน้นอาหารปรุงสุกสะอาด ย่อยง่าย ได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารทอด และอาหารหวานจัด
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งจะซ้ำเติมความเสียหายให้แก่ตับ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ รวมถึงเซลล์ตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรของโรค

  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B: ปัจจุบันเป็นวัคซีนพื้นฐานที่มีการฉีดให้เด็กแรกเกิดทุกคน และแนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันเข้ารับการตรวจเลือดและฉีดวัคซีนให้ครบชุดจำนวนสามเข็ม
  • ป้องกันการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง: ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มฉีดยา มีดโกนหนวด หรือแปรงสีฟันร่วมกับผู้อื่น
  • ตรวจสอบอุปกรณ์สักและเจาะผิวหนัง: หากต้องการสักลายหรือเจาะร่างกาย ควรเลือกสถานบริการที่ได้มาตรฐานและใช้เข็มแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

ปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อการดูแลสุขภาพตับที่ยั่งยืน:

  • เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีรวมถึงการเจาะเลือดคัดกรองไวรัสตับอักเสบ B และ C
  • หากพบว่าติดเชื้อ ควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินความรุนแรงและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • รับประทานยาต้านไวรัสตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามลดหรือหยุดยาเอง
  • งดแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน และยาแก้ปวดบางชนิดที่ทำลายตับ
  • พาบุคคลในครอบครัวและผู้ใกล้ชิดไปตรวจเลือดและรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down