ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญทางการแพทย์และสถานการณ์ของโรคไวรัสตับอักเสบ บี

โรคไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) เป็นปัญหาสสาธารณสุขระดับโลกที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการโจมตีเซลล์ตับโดยตรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ตับวาย ตับแข็ง และอาจพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งตับได้ในระยะยาว สำหรับประเทศไทย การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก (Mother-to-Child Transmission หรือ Vertical Transmission) ถือเป็นเส้น1ทางหลักในการแพร่กระจายเชื้อที่สำคัญที่สุด หากหญิงตั้งครรภ์มีเชื้อไวรัสอยู่ในกระแสเลือดและไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือป้องกันอย่างถูกวิธี ทารกที่คลอดออกมามีโอกาสสูงมากที่จะรับเชื้อและกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรังตั้งแต่วัยแรกเกิด ซึ่งในกลุ่มเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสนี้ออกไปได้เอง ส่งผลให้อัตราการเกิดโรคเรื้อรังสูงถึงร้อยละเก้าสิบ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: การติดต่อจากแม่สู่ลูกเกิดขึ้นได้อย่างไร

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก เกิดจากการที่ทารกได้รับสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของมารดาที่มีเชื้อไวรัส (Hepatitis B Virus หรือ HBV) ระหว่างกระบวนการคลอดธรรมชาติ โดยกลไกหลักแบ่งออกเป็นช่วงเวลาสำคัญดังนี้

  • ช่วงระหว่างตั้งครรภ์: แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยกว่าช่วงคลอด แต่เชื้อไวรัสสามารถผ่านรกได้ในกรณีที่มารดามีปริมาณไวรัสในกระแสเลือดสูงมากๆ (High Viral Load)
  • ช่วงระหว่างการคลอด: เป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงสุด ทารกต้องผ่านช่องคลอดที่มีสารคัดหลั่ง ปะปนกับเลือด หรืออาจเกิดภาวะรกหลุดลอกก่อนกำหนด ทำให้เลือดของแม่และลูกสัมผัสกันโดยตรง
  • ช่วงหลังคลอดและการให้นมบุตร: แม้มนุษย์แม่จะมีสัญชาตญาณในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ในกรณีที่แม่มีเชื้อไวรัสและหัวนมมีแผลแตกจนมีเลือดปน ความเสี่ยงในการติดเชื้อผ่านทางน้ำนมก็สามารถเกิดขึ้นได้หากทารกไม่ได้รับภูมิคุ้มกันล่วงหน้า

อาการและสัญญาณอันตรายของโรคไวรัสตับอักเสบ บี ในทารกและเด็ก

ทารกที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ตั้งแต่แรกเกิด มักจะไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ในช่วงแรกเกิดและวัยทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่ตอบสนองต่อการทำลายเซลล์ตับด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสจะแอบแฝงและแบ่งตัวอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเข้าสู่วัยเด็กตอนปลายหรือวัยรุ่น จึงเริ่มปรากฏอาการของโรคตับอักเสบเรื้อรัง

คำแนะนำจากคุณหมอ: ในทารกแรกเกิดที่ติดเชื้อ การสังเกตอาการทางกายภาพจึงทำได้ยากมาก แพทย์จึงต้องอาศัยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นหลักในการวินิจฉัยและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

อาการเริ่มแรกและอาการเด่นชัดเมื่อตับเริ่มทำงานผิดปกติ

  • ตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice): ดีซ่านที่ไม่ยอมหายหลังคลอดหรือกลับมาเหลืองอีกครั้ง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม: ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มคล้ายสีชาหรือน้ำโค้ก
  • อุจจาระมีสีซีด: อุจจาระอาจมีสีจางลงกว่าปกติ
  • อ่อนเพลียและเบื่อนม: ทารกดูไม่สดใส ร้องกวนผิดปกติ น้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์
  • ตับโตและม้ามโต: แพทย์ตรวจพบก้อนตับบริเวณใต้ชายโครงขวาจากการคลำตรวจร่างกาย

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบกุมารแพทย์ทันที

หากทารกหรือเด็กเล็กที่มีประวัติมารดาเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี มีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เนื่องจากอาจบ่งชี้ถึงภาวะตับวายเฉียบพลันหรือโรคตับอักเสบรุนแรง

  • ภาวะซึมลงอย่างเห็นได้ชัด: ปลุกตื่นยาก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว หรือนอนหลับนานผิดปกติ
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระสีดำ: บ่งบอกถึงภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารจากแรงดันเลือดในตับสูง
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว: เกิดจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง (Ascites)
  • มีจ้ำเลือดตามตัวหรือเลือดออกง่าย: เลือดกำเดาไหลไม่หยุด หรือมีรอยฟกช้ำตามผิวหนังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ไข้สูงร่วมกับตัวเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว: สัญญาณของการติดเชื้อแทรกซ้อนที่รุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์สำหรับมารดาและทารก

การแพทย์ยุคใหม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มต้นตั้งแต่การฝากครรภ์เพื่อคัดกรองมารดา และการตรวจวินิจฉัยทารกหลังคลอด

  • การตรวจเลือดมารดา (HBsAg Test): หญิงตั้งครรภ์ทุกคนต้องได้รับการตรวจหา,สารไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B Surface Antigen) เพื่อประเมินความเสี่ยง
  • การตรวจปริมาณไวรัส (HBV Viral Load): หากแม่พบเชื้อ แพทย์จะตรวจหาปริมาณไวรัส เพื่อพิจารณาให้ยาต้านไวรัสแก่แม่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • การตรวจเลือดทารกหลังคลอด: การตรวจหาแอนติบอดี้และสารไวรัส เพื่อติดตามผลความสำเร็จของการป้องกันหลังคลอด

วิธีดูแลรักษาและการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ถือเป็นมาตรการทางการแพทย์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในปัจจุบัน โดยอาศัยมาตรการเชิงรุกทันทีที่ทารกคลอดออกมา

  • การให้วัคซีนป้องกัน (Hepatitis B Vaccine): ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีเชื้อ จะต้องได้รับวัคซีนเข็มแรกภายในสิบสองชั่วโมงแรกหลังคลอดทันที
  • การฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (Hepatitis B Immune Globulin - HBIG): นอกจากวัคซีนแล้ว ทารกจะต้องได้รับอิมมูโนโกลบูลินฉีดเข้ากล้ามเนื้ออีกข้างหนึ่ง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปที่ออกฤทธิ์ป้องกันเชื้อไวรัสได้ทันทีในนาทีแรกของชีวิต
  • การกินยาต้านไวรัสของมารดา: ในกรณีที่มารดามีปริมาณไวรัสในเลือดสูงมาก แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดปริมาณไวรัสในช่วงไตรมาสที่สาม เพื่อลดความเสี่ยงที่เชื้อจะเล็ดลอดผ่านรกมายังทารก
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามละเลยการฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลิน (HBIG) ภายในสิบสองชั่วโมงแรกหลังคลอดเด็ดขาด เนื่องจากความล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจทำให้มาตรการป้องกันล้มเหลวและทารกติดเชื้อได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ต้องปฏิบัติสำหรับคุณแม่ที่เป็นพาหะ

การดูแลตัวเองของคุณแม่ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี และการดูแลทารกแรกเกิด มีข้อปฏิบัติที่ต้องเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • การให้นมบุตร: แม่ที่เป็นพาหะสามารถให้นมบุตรได้ หากทารกได้รับวัคซีนและ HBIG ครบถ้วนตามกำหนดแรกเกิด ยกเว้นในกรณีที่หัวนมแตกมีเลือดออกมาก ควรหยุดให้นมจากเต้าชั่วคราวและทำการปั๊มนมทิ้งจนกว่าแผลจะหาย
  • การรับประทานยา: ห้ามหยุดยาต้านไวรัสเองเด็ดขาดระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคตับหรือสูตินรีแพทย์
  • การติดตามนัดหมายวัคซีน: ทารกต้องได้รับวัคซีนเข็มที่สองและเข็มที่สามตามกำหนดอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งมาเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกันตามที่แพทย์นัดหมายเมื่ออายุครบกำหนด

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับคุณแม่และผู้ดูแลในการป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี

สรุปขั้นตอนปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย:
1. ฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ เพื่อตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี ให้แน่ชัด
2. หากพบว่ามีเชื้อ แจ้งสูตินรีแพทย์เพื่อวางแผนการให้ยาต้านไวรัสในช่วงใกล้คลอด
3. แจ้งทีมแพทย์ห้องคลอดล่วงหน้าว่ามารดาเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบ บี
4. ให้ทารกรับวัคซีนป้องกันและอิมมูโนโกลบูลิน (HBIG) ภายในสิบสองชั่วโมงแรกหลังคลอดทันที
5. พาบุตรมารับวัคซีนให้ครบตามโปรแกรมกระตุ้นภูมิคุ้มกันของกระทรวงสาธารณสุข
6. ตรวจเลือดซ้ำเพื่อเช็คระดับภูมิคุ้มกันของลูกตามที่กุมารแพทย์นัดหมายอย่างเคร่งครัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down