ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คนไข้หลายรายมักเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยความเข้าใจว่าตนเองเพียงแค่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบ่า สะบัก หรือปวดข้อต่อขากรรไกร บางรายไปพบหมอนวดแผนโบราณ บางรายไปพบทันตแพทย์เพื่อรักษารากฟัน แต่ยาแก้ปวดหรือการรักษาเหล่านั้นกลับไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น จนกระทั่งอาการเริ่มลุกลามกลายเป็นความรู้สึกอึดอัด หายใจไม่อิ่ม และแน่นหน้าอกในที่สุด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในฐานะแพทย์คือ อาการปวดร้าวในจุดที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับหัวใจเหล่านี้ มักเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ผู้ป่วยมักมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

การรับรู้และจำแนก อาการเจ็บแน่นสะบักและกรามร่วมกับอาการแน่นหน้าอก จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นทักษะสำคัญที่อาจช่วยรักษาชีวิตของตัวคุณเองหรือคนที่คุณรักได้ทันท่วงที ก่อนที่ระบบไหลเวียนโลหิตจะล้มเหลว

สัญญาณอันตรายเมื่อความเจ็บปวดเดินทาง: กลไกของอาการเจ็บแน่นสะบักและกรามร่วมกับอาการแน่นหน้าอก

ในทางการแพทย์ อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ห่างไกลจากอวัยวะต้นเหตุ เรียกว่า “อาการปวดร้าวคาบเกี่ยว” (Referred Pain) ซึ่งมีกลไกทางสรีรวิทยาที่อธิบายได้ชัดเจน หัวใจและอวัยวะบริเวณส่วนบนของร่างกาย เช่น กราม คอ บ่า ไหล่ และสะบักหลัง ต่างใช้เส้นประสาทรับความรู้สึกร่วมกันผ่านไขสันหลังส่วนอกระดับที่ 1 ถึง 5 (T1-T5)

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างรุนแรงจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะหลั่งสารเคมีที่กระตุ้นกระแสประสาทส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังไขสันหลัง แต่เนื่องจากสมองไม่คุ้นเคยกับการรับสัญญาณความเจ็บปวดโดยตรงจากหัวใจ สมองจึงแปลผลผิดพลาดว่าความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นกับบริเวณผิวหนังหรือกล้ามเนื้อที่ใช้เส้นประสาทเส้นเดียวกัน ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงความเจ็บปวดในลักษณะดังต่อไปนี้

  • เจ็บแน่นหน้าอกตรงกลางหรือค่อนไปทางซ้าย ร่วมกับมีความรู้สึกเหมือนมีของหนักทับหรือบีบรัดอย่างรุนแรง
  • อาการปวดร้าวขึ้นไปที่กรามหรือขากรรไกร บางรายรู้สึกตึงๆ ลามไปถึงคอหอยและฟันซี่ในสุด ซึ่งมักแยกยากจากอาการปวดฟันทั่วไป แต่ข้อแตกต่างคือจะไม่มีจุดกดเจ็บที่เหงือกหรือฟันโดยตรง
  • อาการปวดร้าวทะลุไปยังสะบักหลังและไหล่ซ้าย อาการนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือกล้ามเนื้ออักเสบ แต่หากเป็นจากหัวใจขาดเลือด อาการมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหรือเกิดขึ้นทันทีเมื่อออกกำลังกายหรือทำงานหนัก
อาการเจ็บแน่นสะบักและกรามร่วมกับอาการแน่นหน้าอก ที่เกิดขึ้นขณะออกแรง เดินเร็ว หรือขึ้นบันได และทุเลาลงเมื่อนั่งพัก คือลักษณะเด่นทางคลินิกของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันที่ไม่ควรรอช้าในการพบแพทย์

เมื่ออาการหัวใจวายไม่ได้เริ่มที่หน้าอก: สัญญาณเตือนที่ซ่อนเร้นในผู้หญิงและผู้สูงอายุ

ภาพจำของภาวะหัวใจวายเฉียบพลันที่คนทั่วไปคุ้นเคยคือ ภาพผู้ชายวัยกลางคนเอามือกุมหน้าอกซ้ายแล้วทรุดลงกับพื้น ทว่าในความเป็นจริงทางคลินิก ผู้ป่วยกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุมักไม่ได้แสดงอาการที่ตรงไปตรงมาเช่นนั้น ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการวินิจฉัยและเพิ่มอัตราการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

ลักษณะเฉพาะในผู้หญิง

สรีรวิทยาของโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงมีความแตกต่างจากผู้ชายค่อนข้างมาก ผู้หญิงมักเกิดพยาธิสภาพในลักษณะของ “โรคหลอดเลือดหัวใจฝอยตีบตัน” (Coronary Microvascular Dysfunction) มากกว่าการตีบของหลอดเลือดแดงหลัก ส่งผลให้อาการแสดงมีความคลุมเครือ เช่น

  • ไม่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง แต่จะรู้สึกเหนื่อยง่ายผิดปกติ อ่อนเพลียอย่างไม่มีสาเหตุ
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
  • ปวดจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ คล้ายอาการกรดไหลย้อนหรืออาหารไม่ย่อย ร่วมกับปวดเมื่อยลามไปที่สะบักหลังและกราม

ลักษณะเฉพาะในผู้สูงอายุ

เมื่ออายุมากขึ้น ระบบประสาทรับความรู้สึกจะมีความไวลดลง (Blunted Pain Perception) ประกอบกับผู้สูงอายุหลายรายมีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ซึ่งทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกอักเสบและเสื่อมสภาพ อาการแสดงของหัวใจขาดเลือดในผู้สูงอายุจึงมักปรากฏในรูปแบบของ

  • ภาวะเหนื่อยหอบเฉียบพลัน (Acute Dyspnea) จากภาวะน้ำท่วมปอด
  • อาการสับสนฉับพลัน ซึมลง หรือหมดสติชั่ววูบ (Syncope) เนื่องจากการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง
  • เหงื่อออกท่วมตัว ตัวเย็น โดยไม่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเลย

ดังนั้น หากผู้หญิงหรือผู้สูงอายุมีอาการเหนื่อยง่ายเฉียบพลัน ร่วมกับมีอาการตึงเสียวลามไปที่กรามหรือสะบัก แม้จะไม่มีอาการแน่นหน้าอกที่รุนแรง ก็ควรได้รับการประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างเร่งด่วน

ความเครียดเรื้อรัง: ตัวเร่งปฏิกิริยาเงียบที่ทำลายหลอดเลือดหัวใจ

นอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงคลาสสิกอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงแล้ว “ความเครียดสะสม” ถือเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพที่อันตรายและจับต้องได้ยากที่สุด ความเครียดเรื้อรังไม่เพียงส่งผลกระทบต่อจิตใจ แต่มีกลไกทางสรีรวิทยาที่ทำลายระบบหลอดเลือดและหัวใจโดยตรงผ่านช่องทางต่อไปนี้

1. การกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกอย่างต่อเนื่อง

ความเครียดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) และคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมามากเกินไป ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และหลอดเลือดหดตัวลงอย่างเฉียบพลัน หากเกิดขึ้นเรื้อรัง จะทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในสุด (Endothelium) เกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

2. การกระตุ้นกระบวนการอักเสบในร่างกาย

ฮอร์โมนความเครียดจะกระตุ้นการหลั่งสารก่อการอักเสบ (Pro-inflammatory Cytokines) ในกระแสเลือด สารเหล่านี้จะเร่งให้เกิดการสะสมของคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque) ที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ความเครียดเฉียบพลันสามารถส่งผลให้คราบไขมันที่สะสมอยู่เกิดการปริแตก (Plaque Rupture) นำไปสู่การก่อตัวของลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันได้ทันที

3. พฤติกรรมสุขภาพที่แย่ลง

ผู้ที่มีความเครียดสะสมมักมีพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำเติมระบบหลอดเลือด เช่น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารรสจัดและมีไขมันสูง การขาดการออกกำลังกาย หรือการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งแสดงอาการเจ็บแน่นสะบักและกรามร่วมกับอาการแน่นหน้าอกในที่สุด

แนวทางการรับมือและสังเกตตนเอง

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการเจ็บ ตึง หรือร้าวบริเวณสะบักหลัง ลำคอ หรือกราม โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง หรือสภาวะอารมณ์มีความตึงเครียดสูง สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดกิจกรรมนั้นทันที นั่งพักในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หากอาการไม่ทุเลาลงภายใน 5 นาที หรือมีอาการรุนแรงขึ้นร่วมกับเหงื่อออก ตัวเย็น คลื่นไส้ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และเจาะเลือดดูค่าเอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ เพราะในเรื่องของโรคหัวใจขาดเลือด ทุกวินาทีที่ผ่านไปหมายถึงการสูญเสียกล้ามเนื้อหัวใจที่จะไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้อีก

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down