ทำความเข้าใจเมื่อลูกน้อยตาแดง มีไข้สูง และเจ็บคอจนกลืนน้ำลายไม่ได้
เมื่อลูกน้อยมีไข้สูงลอยติดต่อกันหลายวัน ตาแดงก่ำ มีขี้ตา และร้องไห้งอแงทุกครั้งที่ต้องกลืนน้ำลายหรือรับประทานอาหาร คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะนึกถึงโรคไข้หวัดใหญ่หรือโรคโควิด-19 เป็นอันดับแรก แต่ในทางการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ ยังมีเชื้อไวรัสอีกชนิดหนึ่งที่ก่ออาการรุนแรงและสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่เด็กเล็กได้ไม่แพ้กัน นั่นคือ การติดเชื้ออดีโนไวรัสในเด็ก ซึ่งมักมาพร้อมกับกลุ่มอาการเฉพาะตัวที่ทำให้ระบบทางเดินหายใจ เยื่อบุตา และระบบทางเดินอาหารอักเสบไปพร้อมๆ กัน
1. กลุ่มอาการเด่นของโรคเยื่อบุตาอักเสบและต่อมน้ำเหลืองโตจากการติดเชื้ออดีโนไวรัสในเด็กเล็ก
การติดเชื้ออดีโนไวรัสในเด็กเล็กมักแสดงอาการที่โดดเด่นและแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างชัดเจน โดยกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดเรียกว่า Pharyngoconjunctival Fever (PCF) ซึ่งประกอบด้วยสามอาการหลักดังต่อไปนี้
- ไข้สูงเฉียบพลัน: เด็กมักจะมีไข้สูงลอยตั้งแต่ 39 ไปจนถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งไข้นี้อาจคงอยู่ยาวนานได้ถึง 5-7 วัน และมักจะตอบสนองต่อยาลดไข้ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เด็กมีอาการซึมและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
- เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) หรืออาการตาแดง: ตาของเด็กจะเริ่มแดงก่ำ มักเริ่มจากตาข้างหนึ่งแล้วลามไปยังอีกข้างหนึ่ง ภายในตาจะมีอาการระคายเคือง เคืองตา แสบตา และมีน้ำตาไหลบ่อยครั้ง ควบคู่กับการมีขี้ตาเป็นเมือกใสหรือเมือกปนหนองอ่อนๆ โดยอาการตาแดงนี้อาจคงอยู่ได้นาน 1-2 สัปดาห์
- คอหอยอักเสบและต่อมน้ำเหลืองโต (Pharyngitis and Lymphadenopathy): เมื่อตรวจดูในลำคอจะพบว่าคอหอยและต่อมทอนซิลมีอาการแดงจัด บางรายอาจพบแผลขนาดเล็กหรือแผ่นหนองสีขาวคล้ายกับการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เด็กเจ็บคออย่างรุนแรงจนไม่ยอมกลืนน้ำลาย นอกจากนี้ยังสามารถคลำพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้คาง หน้าใบหู หรือลำคอโตขึ้นและมีอาการเจ็บร่วมด้วย
การสังเกตอาการสามประสาน ได้แก่ ไข้สูง ตาแดง และเจ็บคออย่างรุนแรง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์และผู้ปกครองสามารถสงสัยและแยกแยะโรคนี้ออกจากไข้หวัดชนิดอื่นได้อย่างรวดเร็ว
2. วิธีการประเมินทางคลินิกและการป้องกันภาวะขาดน้ำเฉียบพลันในเด็ก
ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุดและเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากการติดเชื้ออดีโนไวรัสในเด็ก ไม่ใช่ตัวไวรัสโดยตรง แต่คือ ภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน (Acute Dehydration) เนื่องจากเด็กมีไข้สูงซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น ประกอบกับอาการเจ็บคออย่างรุนแรงจากรอยโรคและแผลในช่องปากและคอหอย ทำให้เด็กปฏิเสธการดื่มน้ำและการรับประทานอาหารทุกชนิด
การประเมินสัญญาณเตือนภาวะขาดน้ำที่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวัง
ผู้ปกครองสามารถประเมินความรุนแรงของภาวะขาดน้ำในเบื้องต้นได้โดยใช้หลักเกณฑ์ทางคลินิก ดังนี้
- ปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด: สังเกตจากผ้าอ้อมที่แห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือปัสสาวะมีสีเข้มจัดและมีกลิ่นฉุน
- ความชุ่มชื้นของผิวหนังและเยื่อบุลดลง: ริมฝีปากแห้งแตก ไม่มีน้ำลายในช่องปาก หรือน้ำลายมีลักษณะเหนียวหนืด เมื่อร้องไห้จะไม่มีน้ำตาหรือน้ำตาออกน้อยมาก
- ลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป: เบ้าตาดูโหลลึก กระหม่อมหน้าบุ๋มลงในเด็กทารก และเมื่อหยิกผิวหนังบริเวณหน้าท้องแล้วปล่อย ผิวหนังจะคืนตัวช้ากว่าปกติ
- พฤติกรรมและระดับความรู้สึกตัว: เด็กมีอาการกระสับกระส่าย งอแงง่าย หรือในทางตรงกันข้ามอาจมีอาการซึมลง อ่อนเพลีย นอนหลับมากกว่าปกติ และไม่ยอมเล่น
แนวทางการป้องกันและจัดการภาวะขาดน้ำในระยะเริ่มต้น
เมื่อพบว่าเด็กเริ่มมีอาการเจ็บคอและทานได้น้อยลง ควรปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าสู่ภาวะขาดน้ำรุนแรง
- เน้นการจิบน้ำและเกลือแร่บ่อยๆ: หลีกเลี่ยงการบังคับให้เด็กดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว เพราะจะกระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียนและเจ็บคอเพิ่มขึ้น ให้เปลี่ยนเป็นใช้ช้อนเล็กๆ ตักน้ำยาเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS) หยอดใส่ปาก หรือให้จิบทีละนิดทุกๆ 5-10 นาที
- เลือกอาหารที่กลืนง่ายและเย็น: อาหารร้อนหรืออาหารที่มีรสจัดจะยิ่งระคายเคืองแผลในลำคอ ควรเลือกอาหารอ่อน เหลว และมีความเย็น เช่น นมแช่เย็น โยเกิร์ต สมูทตี้ผลไม้ หรือไอศกรีมรสอ่อนๆ ความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอชั่วคราวและทำให้เด็กยอมกลืนอาหารได้ง่ายขึ้น
- การใช้ยาลดไข้และยาแก้ปวดอย่างเหมาะสม: การให้ยาลดไข้ในกลุ่มพาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน ตามขนาดยาที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดทั้งไข้และบรรเทาอาการเจ็บคอ ช่วยให้เด็กมีความสบายตัวพอที่จะยอมกลืนน้ำและอาหารได้มากขึ้น
3. แนวทางปฏิบัติและมาตรการควบคุมสุขอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก
อดีโนไวรัสเป็นไวรัสที่ไม่มีเปลือกหุ้ม ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกได้ดีมาก สามารถเกาะติดอยู่บนพื้นผิวของเล่น โต๊ะเก้าอี้ หรือลูกบิดประตูได้นานหลายวัน และที่สำคัญคือ เชื้อชนิดนี้ทนทานต่อสารทำความสะอาดประเภทแอลกอฮอล์ทั่วไป การแพร่ระบาดจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วผ่านทางละอองฝอยจากการไอจาม การสัมผัสสิ่งปนเปื้อน ตลอดจนการแพร่กระจายทางอุจจาระสู่ปาก
เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของการติดเชื้ออดีโนไวรัสในเด็กภายในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการสุขอนามัยอย่างเข้มงวด ดังนี้
มาตรการทำความสะอาดและทำลายเชื้ออย่างถูกวิธี
- ใช้สารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูง: เนื่องจากเจลแอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าเชื้ออดีโนไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ การทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสร่วมจึงต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรต์ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อเฉพาะทางที่ระบุว่าสามารถทำลายไวรัสชนิดไม่มีเปลือกหุ้มได้
- ส่งเสริมการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ: เน้นย้ำให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังการเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนรับประทานอาหาร
มาตรการคัดกรองและแยกผู้ป่วย
- ระบบคัดกรองอาการทุกเช้า: โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กต้องตรวจคัดกรองนักเรียนทุกคนก่อนเข้าห้องเรียน หากพบเด็กที่มีไข้ ตาแดง หรือมีอาการทางเดินหายใจ ต้องแยกตัวเด็กและแจ้งผู้ปกครองให้มารับกลับไปพบแพทย์ทันที
- การกำหนดระยะเวลาหยุดเรียนที่เหมาะสม: เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้ออดีโนไวรัสควรหยุดเรียนเพื่อพักรักษาตัวที่บ้านจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ โดยทั่วไปแนะนำให้หยุดเรียนอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าไข้จะลดลงอย่างน้อย 24 ชั่วโมงและอาการตาแดงหายสนิท เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่ายแม้จะมีอาการดีขึ้นแล้ว
- งดการใช้สิ่งของร่วมกัน: แยกแก้วน้ำ ช้อนส้อม จานชาม ผ้าเช็ดมือ และของเล่นของเด็กแต่ละคนอย่างเด็ดขาด และทำการล้างทำความสะอาดด้วยความร้อนหรือน้ำยาฆ่าเชื้อทันทีหลังใช้งาน
การติดเชื้ออดีโนไวรัสในเด็กแม้จะดูรุนแรงและสร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัวเนื่องจากอาการไข้ที่สูงยาวนานและอาการเจ็บคอจนกลืนไม่ได้ แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความเข้าใจในการประเมินภาวะขาดน้ำอย่างใกล้ชิด ร่วมกับการดูแลประคับประคองอาการอย่างถูกวิธี และโรงเรียนมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด ก็จะช่วยให้เด็กๆ ปลอดภัยและฟื้นตัวจากโรคนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย