เมื่ออาการเจ็บหน้าอกไม่ใช่เรื่องธรรมดา: แยกแยะความต่างระหว่าง Stable และ Unstable Angina
ในเวชปฏิบัติประจำวัน หมอมักพบคนไข้ที่มาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอกอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยคือการแยกแยะว่าอาการเจ็บหน้าอกนั้นเข้าข่ายภาวะวิกฤตหรือไม่ โดยเราสามารถแบ่งอาการเจ็บเค้นหน้าอกออกเป็นสองประเภทหลักที่มีความรุนแรงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อาการเจ็บแน่นหน้าอกชนิดเสถียร (Stable Angina) มักเกิดขึ้นเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เช่น ขณะออกกำลังกาย เดินขึ้นบันได หรือเผชิญกับความเครียดสูง อาการจะมีลักษณะเหมือนมีของหนักมาทับ แน่นบริเวณกลางอก ซึ่งอาการจะทุเลาลงและหายไปเมื่อคนไข้ได้นั่งพักหรือได้รับยาอมใต้ลิ้น ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ภาวะนี้เกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบแคบลงจนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอเฉพาะในเวลาที่ร่างกายต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้นเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม อาการเจ็บแน่นหน้าอกชนิดไม่เสถียร (Unstable Angina) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวกว่ามาก อาการเจ็บหน้าอกจะเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลันแม้ในขณะพักผ่อน ร่างกายไม่ได้ออกแรงใดๆ หรืออาจมีอาการเจ็บที่รุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น และยาวนานกว่าเดิม อาการนี้จะไม่ทุเลาลงเมื่อนั่งพักหรืออมยาใต้ลิ้น ซึ่งนี่คือสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังจะเกิด อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
กลไกเบื้องหลังวิกฤตหัวใจ: จากตะกรันหลอดเลือดปริแตกสู่ลิ่มเลือดอุดตัน
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมหลอดเลือดหัวใจที่เคยใช้งานได้ตามปกติ จึงเกิดการอุดตันขึ้นมาอย่างกะทันหัน กลไกนี้เริ่มต้นจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และเซลล์อักเสบต่างๆ บริเวณผนังหลอดเลือดด้านใน จนก่อตัวเป็นแผ่นตะกรันหรือพลาค (Atherosclerotic Plaque) สะสมเป็นเวลานานหลายปี
เมื่อพลาคเหล่านี้มีความเปราะบางและเกิดแรงดันกระแทกจากกระแสเลือด หรือปฏิกิริยาอักเสบในร่างกาย จะส่งผลให้พลาคเกิดการปริแตก (Plaque Rupture) ร่างกายจะตอบสนองต่อการปริแตกนี้เสมือนมีบาดแผลเกิดขึ้น โดยการส่งเกล็ดเลือดและโปรตีนในการแข็งตัวของเลือดมากระจุกตัวกันในบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วเพื่อทำการอุดรอยรั่ว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการก่อตัวของลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) ขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นทางเดินเลือดในหลอดเลือดหัวใจจนมิดในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เมื่อไม่มีกระแสเลือดไหลเวียนผ่านไปเลี้ยง เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่อยู่ปลายน้ำจะเริ่มขาดออกซิเจนและทยอยตายลงในทันที หากไม่ได้รับการรักษาเพื่อเปิดหลอดเลือดอย่างเร่งด่วน ความเสียหายนี้จะไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้อีก
3 สัญญาณเตือนวิกฤต: เจ็บร้าวไปกรามและแขนซ้าย เหงื่อท่วม และหมดสติ
การจดจำและสังเกตอาการแสดงที่เป็นสัญญาณเตือนภัยเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ โดยเฉพาะสัญญาณเตือนวิกฤตของ อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ดังต่อไปนี้
- อาการเจ็บหน้าอกที่แผ่ร้าว: มักมีอาการเจ็บแน่นอึดอัดเหมือนมีเข็มขัดรัดแน่น หรือมีของหนักหลายตันมาทับอยู่ตรงกลางหน้าอก อาการเจ็บนี้มักจะลามร้าวขึ้นไปที่กราม คอ หลัง ไหล่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แขนข้างซ้าย ซึ่งเกิดจากการที่กระแสประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดจากหัวใจเดินทางเข้าสู่ไขสันหลังในระดับเดียวกับเส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากบริเวณกรามและแขนซ้าย
- เหงื่อออกท่วมตัวจนตัวเย็น: เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง ร่างกายจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกเพื่อเอาชีวิตรอด ส่งผลให้มีเหงื่อเม็ดโตไหลออกมาจนเปียกโชกทั่วตัว ร่วมกับอาการหน้าซีด ตัวเย็น และใจสั่น
- หน้ามืด วิงเวียน และหมดสติ: เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบไหลเวียนโลหิตกำลังล้มเหลวขั้นรุนแรง
ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน และแนวทางรักษาชีวิตที่คุณต้องรู้
ความน่ากลัวที่สุดของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อเยื่อหัวใจตายเท่านั้น แต่คืออันตรายจากระบบไฟฟ้าหัวใจที่รวนเรและพร้อมจะหยุดทำงานได้ทุกวินาที
เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง จะส่งผลให้ระบบนำไฟฟ้าของหัวใจเสียสมดุลและกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง เช่น Ventricular Fibrillation (VF) ซึ่งหัวใจจะสั่นพริ้วและไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เลย นำไปสู่ภาวะหยุดเต้นของหัวใจเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) และเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่น่าสงสัยข้างต้น แนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาชีวิตที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ:
- โทรติดต่อสายด่วน 1669 ทันที: ห้ามพยายามขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจหมดสติระหว่างทางและเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ การเดินทางด้วยรถพยาบาลกู้ชีพจะทำให้ได้รับการดูแลเบื้องต้นและการช่วยชีวิตอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระหว่างเดินทาง
- ให้นั่งพักในท่าที่สบายที่สุด: หลีกเลี่ยงการออกแรงทางกายทุกชนิดเพื่อลดการทำงานของหัวใจ ปลดกระดุมเสื้อผ้าที่รัดแน่นออกให้อากาศถ่ายเทสะดวก
- เตรียมพร้อมสำหรับการกู้ชีพ (CPR): หากผู้ป่วยหมดสติหรือไม่หายใจ ให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเริ่มทำการกดหน้าอก (CPR) ทันที และให้คนรอบข้างมองหาเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) มาใช้งานตามขั้นตอนเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตก่อนที่ทีมแพทย์จะมาถึง
ในวิกฤตของโรคหัวใจขาดเลือด "เวลาคือชีวิต" ยิ่งส่งถึงมือแพทย์เฉพาะทางและเปิดหลอดเลือดอุดตันได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสในการรักษาชีวิตและฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจให้กลับมาทำงานได้ดีดังเดิมก็ยิ่งมีสูงมากขึ้นเท่านั้น