ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลังจากล้อมวงรับประทานอาหารพื้นบ้านอย่าง "ก้อยปลา" หรือเมนูปลาน้ำจืดดิบผ่านไปประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลายคนอาจเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติทางร่างกายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว อาการอ่อนเพลีย มีไข้รุมๆ หาสาเหตุไม่ได้ และความรู้สึกตื้ออึดอัดใต้ชายโครงขวา มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดหรืออาการท้องอืดท้องเฟ้อทั่วไป ทว่าในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกสุดของ อาการพยาธิใบไม้ในตับระยะเฉียบพลัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตัวอ่อนของพยาธิกำลังเดินทางและชอนไชเข้าสู่ระบบท่อน้ำดีในตับ

กลุ่มอาการเริ่มแรกหลังได้รับพยาธิ: สัญญาณเตือนที่ห้ามละเลย

การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ (Opisthorchiasis) เกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดตระกูลวงศ์ปลาตะเพียนที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อ (Metacercaria) ปะปนอยู่โดยไม่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อน เมื่อตัวอ่อนเข้าสู่ร่างกายจะทำการสลัดเปลือกหุ้มที่บริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วจึงเคลื่อนที่ย้อนทิศทางน้ำดีขึ้นไปสู่ท่อน้ำดีในตับ กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณไม่กี่สัปดาห์ และจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการเริ่มแรกดังต่อไปนี้

  • ไข้ต่ำๆ และอาการอ่อนเพลีย: ร่างกายจะรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมและการอักเสบที่เกิดขึ้นในเนื้อตับ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันหลั่งสารก่อไข้เพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม ทำให้คนไข้รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา ควบคู่กับอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง ซึ่งมักหาสาเหตุจากโรคไข้หวัดทั่วไปไม่ได้
  • ปวดอึดอัดท้องใต้ชายโครงขวา: ตับตั้งอยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนด้านขวา เมื่อพยาธิเริ่มชอนไชและอักเสบ เนื้อตับจะเกิดการบวมและดึงรั้งเปลือกหุ้มตับ ส่งผลให้เกิดอาการปวดตื้อๆ แน่นท้อง หรือเสียวแปลบใต้ชายโครงขวา โดยเฉพาะเวลาขยับตัวหรือกดเบาๆ
  • เบื่ออาหารและคลื่นไส้: การทำงานของตับและระบบน้ำดีที่เริ่มติดขัด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกพะอืดพะอม ท้องอืด ท้องเฟ้อ และไม่อยากอาหาร

การขยายตัวของตับเฉียบพลัน: เมื่อร่างกายตอบสนองต่อตัวอ่อนพยาธิ

หนึ่งในปรากฏการณ์เด่นชัดของ อาการพยาธิใบไม้ในตับระยะเฉียบพลัน คือภาวะตับโตเฉียบพลัน (Acute Hepatomegaly) ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางพยาธิสภาพเมื่อตัวอ่อนของพยาธิจำนวนมากชอนไชผ่านเนื้อตับเพื่อไปยังท่อน้ำดี ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "อีโอซิโนฟิล" (Eosinophil) เข้ามาล้อมรอบและทำลายพยาธิ ทำให้เกิดการอักเสบในระดับเนื้อเยื่ออย่างรุนแรง

ภาวะตับโตในระยะเฉียบพลันนี้ไม่ได้เกิดจากตัวพยาธิมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เกิดจากการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ที่พยายามต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้ตับบวมน้ำและขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในระยะนี้ หากแพทย์ทำการตรวจร่างกายด้วยการคลำบริเวณใต้ชายโครงขวา มักจะพบขอบตับที่โตยื่นเลยชายโครงออกมามากกว่าปกติ และคนไข้จะรู้สึกเจ็บเมื่อกด ซึ่งแตกต่างจากระยะเรื้อรังที่ตับอาจไม่ได้โตชัดเจนแต่จะค่อยๆ กลายเป็นพังผืดไปตามกาลเวลา

เมื่อไหร่ที่ต้องรีบพบแพทย์และการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน

เนื่องจากอาการเริ่มแรกมักมีความคล้ายคลึงกับโรคระบบทางเดินอาหารอื่นๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา พยาธิใบไม้ในตับจะเจริญเติบโตเต็มวัยและอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีได้นานนับสิบปี ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดในการเกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma) ในอนาคต ดังนั้น หากมีประวัติรับประทานปลาดิบน้ำจืดร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อตรวจวินิจฉัย:

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน หรือไข้ต่ำๆ เรื้อรังนานเกินหนึ่งสัปดาห์
  • ปวดท้องรุนแรงบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือปวดร้าวไปยังไหล่ขวา
  • เริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะสีเข้มเข้มคล้ายน้ำชา หรืออุจจาระมีสีซีดลง
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ

สำหรับการวินิจฉัยทางแพทย์ในระยะเฉียบพลันมีความท้าทาย เนื่องจากตัวพยาธิยังไม่เติบโตเต็มวัยพอที่จะวางไข่ ทำให้การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ (Stool examination) ในระยะแรกมักให้ผลลัพธ์เป็นลบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจวินิจฉัยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น

1. การตรวจเลือด (Complete Blood Count)

แพทย์จะตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil ซึ่งมักจะพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติในระยะที่มีการติดเชื้อพยาธิระยะเฉียบพลัน ร่วมกับการตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test) เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับที่อาจสูงขึ้นจากการอักเสบ

2. การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen)

เพื่อประเมินขนาดของตับ ดูการขยายตัวของท่อน้ำดีในตับ และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระบบทางเดินน้ำดี

การตระหนักรู้และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากรับประทานอาหารดิบเป็นสิ่งสำคัญ การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยยาสารเคมีเฉพาะทางอย่าง "ยาพราซิควอนเทล" (Praziquantel) ภายใต้การดูแลของแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จะช่วยกำจัดพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นการป้องกันความเสียหายเรื้อรังต่อเนื้อตับและท่อน้ำดีได้อย่างทันท่วงที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down