เมื่อผลเลือดยืนยันว่าค่าตับสูงลิ่ว พร้อมอาการตัวเหลืองที่ไม่ยอมหาย
คนไข้หลายคนเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยความกังวลใจอย่างยิ่งหลังจากได้รับผลตรวจสุขภาพประจำปี หรือมีอาการอ่อนเพลีย ท้องอืด จุกแน่นใต้ชายโครงขวา ร่วมกับสังเกตเห็นว่าตาและผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม ปัสสาวะสีชา และเมื่อเจาะเลือดก็ต้องตกใจกับตัวเลขค่าการทำงานของตับที่พุ่งทะลุไปหลายเท่าตัว หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าภาวะ ค่าเอนไซม์ตับสูง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของภาวะ ตับอักเสบเฉียบพลัน
ในฐานะแพทย์ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกับคนไข้คือ ค่าตับที่สูงขึ้นนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยของร่างกายว่ากำลังมีเซลล์ตับถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสืบค้นหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกแยะระหว่างการอักเสบเฉียบพลันที่สามารถหายเป็นปกติได้เอง กับภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันอันตรายถึงชีวิต
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ: เจาะลึกแอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ
หนึ่งในสาเหตุยอดฮิตของภาวะตับอักเสบเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัยคือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) ซึ่งติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน เมื่อแพทย์สงสัยภาวะนี้ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือการตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะในเลือด โดยมีการแปลผลที่สำคัญดังนี้
- Anti-HAV IgM: เป็นภูมิคุ้มกันชนิดเฉียบพลัน หากตรวจพบผลเป็นบวก (Positive) แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอในระยะเฉียบพลันหรือเพิ่งติดเชื้อมาใหม่ๆ ในช่วง 1-6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบในปัจจุบัน
- Anti-HAV IgG: เป็นภูมิคุ้มกันชนิดระยะยาว หากผลเป็นบวกแต่ IgM เป็นลบ แสดงว่าคนไข้เคยติดเชื้อมาก่อนในอดีตและหายดีแล้ว หรือเคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอมาก่อน ทำให้มีภูมิต้านทานถาวรและจะไม่กลับมาเป็นซ้ำจากสายพันธุ์นี้อีก
การแปลผลและประเมินค่าเอนไซม์ตับ เพื่อติดตามการทำลายของเซลล์ตับ
การติดตามอาการของคนไข้ที่มีภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน แพทย์จะประเมินจากระดับสารเคมีและเอนไซม์ในเลือดเป็นหลัก ซึ่งมีตัวชี้วัดที่สำคัญดังนี้
1. ค่าเอนไซม์ AST (SGOT) และ ALT (SGPT)
เอนไซม์สองตัวนี้อยู่ในเซลล์ตับ เมื่อเซลล์ตับอักเสบหรือถูกทำลาย เอนไซม์เหล่านี้จะรั่วไหลเข้าสู่กระแสเลือด ในภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ค่า AST และ ALT มักจะสูงขึ้นเกิน 10 เท่าของค่าปกติ (บางรายอาจสูงทะลุ 1,000 U/L ถึงหลายพัน) อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่สูงลิ่วในระยะแรกไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าตับจะวายเสมอไป แต่ระบุถึงปริมาณเซลล์ตับที่กำลังบาดเจ็บในขณะนั้น
2. ค่าบิลิรูบิน (Bilirubin)
สารสีเหลืองที่เกิดจากการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงและถูกส่งมาขับออกที่ตับ หากตับอักเสบรุนแรงจนไม่สามารถขับบิลิรูบินออกได้ จะส่งผลให้ค่าบิลิรูบินในเลือดสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในกรณีที่คนไข้มีอาการแย่ลง แต่ผลเลือดพบว่าค่า AST และ ALT ลดลงอย่างรวดเร็วร่วมกับค่าบิลิรูบินที่ยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจไม่ได้แปลว่าอาการดีขึ้น แต่เป็นสัญญาณอันตรายว่าเซลล์ตับเหลือน้อยมากจนไม่มีเอนไซม์จะหลั่งออกมาแล้ว ซึ่งเป็นลักษณะของภาวะตับวายขั้นรุนแรง
สัญญาณเตือนอันตรายของภาวะตับวายเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน
แม้ว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีคนไข้ส่วนน้อยที่อาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตและต้องการการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตทันที สัญญาณเตือนสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่
- ความผิดปกติทางระบบประสาท (Hepatic Encephalopathy): มีอาการสับสน ซึมลงอย่างรวดเร็ว นอนไม่หลับในเวลากลางคืนแต่หลับลึกในเวลากลางวัน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการสั่นของมือเมื่อเหยียดแขนตรง (Asterixis)
- ภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ: มีจ้ำเลือดตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากตับไม่สามารถผลิตสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้ ซึ่งประเมินได้จากค่าการแข็งตัวของเลือด (Prothrombin Time หรือ PT/INR ที่ยืดออกมากกว่า 1.5)
- อาการอาเจียนอย่างรุนแรงและรับประทานอาหารไม่ได้: นำไปสู่ภาวะขาดน้ำและสมดุลเกลือแร่ในร่างกายเสียไป
- มีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวา: ร่วมกับภาวะท้องอืด ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะท้องมาน (Ascites)
การจัดการทางการแพทย์เมื่อเผชิญภาวะน้ำดีคั่งเรื้อรัง และโอกาสในการกลับเป็นซ้ำ
ในคนไข้บางราย แม้ว่าการอักเสบเฉียบพลันจะเริ่มทุเลาลงและค่าเอนไซม์ตับเริ่มลดลงแล้ว แต่อาการตัวเหลืองตาเหลืองกลับไม่ยอมหายไป หรือที่เรียกว่าภาวะน้ำดีคั่งเรื้อรัง (Cholestatic Hepatitis)
ภาวะนี้เกิดจากท่อน้ำดีขนาดเล็กในตับอักเสบและอุดตัน ส่งผลให้น้ำดีค้างอยู่ในตับและซึมเข้าสู่กระแสเลือด คนไข้จะมีอาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง ปัสสาวะมีสีเข้มจัด และอุจจาระมีสีซีดลง การดูแลรักษาทางการแพทย์จะเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาเพื่อลดการดูดซึมน้ำดีกลับในลำไส้ (Cholestyramine) หรือยาช่วยขับน้ำดี (Ursodeoxycholic Acid - UDCA) ควบคู่กับการติดตามผลเลือดอย่างต่อเนื่องจนกว่าค่าบิลิรูบินจะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
นอกจากนี้ สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับคนไข้และครอบครัวคือ การกลับเป็นซ้ำของโรค (Relapsing Hepatitis) ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 3-20 ในคนไข้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ โดยหลังจากที่อาการดีขึ้นจนเกือบปกติแล้ว อยู่ๆ ก็กลับมามีอาการไข้ ตัวเหลือง และมีค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นมาอีกครั้ง การกลับเป็นซ้ำนี้มักเกิดขึ้นภายใน 1-4 เดือนหลังการติดเชื้อครั้งแรก แม้จะดูน่ากลัวแต่โดยทั่วไปแล้วการกลับเป็นซ้ำมักไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก และส่วนใหญ่จะหายขาดได้เองโดยไม่มีภาวะตับวายแทรกซ้อนในท้ายที่สุด
การดูแลตับในช่วงที่เกิดการอักเสบที่ดีที่สุดคือ การพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก งดการใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมทุกชนิดที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะอาจเพิ่มภาระและทำลายเซลล์ตับที่กำลังอ่อนแอให้เสียหายมากยิ่งขึ้น หากพบอาการผิดปกติหรือสัญญาณเตือนข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที