ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ไขความจริงเรื่องไวรัสตับอักเสบ A และ B ภัยเงียบใกล้ตัวที่ทุกคนต้องรู้

โรคไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญทำหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหาร ขจัดสารพิษ และสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย เมื่อตับเกิดการอักเสบจากเชื้อไวรัส จะทำให้เซลล์ตับถูกทำลายและสูญเสียหน้าที่ ภายในกลุ่มโรคไวรัสตับอักเสบที่มีความสำคัญและพบได้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A) และไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B) แม้ว่าชื่อจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่เชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของแหล่งที่มา วิธีการติดต่อ ความรุนแรงของโรค และแนวทางการรักษา

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมมักพบความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าไวรัสทั้งสองชนิดนี้เหมือนกัน ทำให้การป้องกันและการดูแลตนเองไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ บทความนี้จึงมุ่งเน้นการให้ข้อมูลที่ครอบคลุมและละเอียดที่สุด เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรค

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ความต่างของไวรัสตับอักเสบ A และ B

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เราต้องทำความรู้จักกับเชื้อไวรัสแต่ละชนิดอย่างละเอียด รวมถึงกลไกที่เชื้อโรคเหล่านี้ใช้ในการรุกรานร่างกายมนุษย์

ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A Virus - HAV)

ไวรัสตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อไวรัสเอชเอวี ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มปิโกนาวิริดี (Picornaviridae) เชื้อนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวอาหารหรือในน้ำได้เป็นระยะเวลานาน กลไกการติดต่อหลักคือ ระบบทางเดินอาหาร (Fecal-Oral Route) หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ

การปนเปื้อนนี้มักเกิดขึ้นผ่านการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารสุกๆ ดิบๆ ผักสดหรือผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด น้ำแข็งที่ทำจากน้ำไม่บริสุทธิ์ หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยไม่ล้างมือให้สะอาด โรคนี้มักระบาดได้ง่ายในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี หรือสถานที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก หรือการระบาดจากร้านอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B Virus - HBV)

ไวรัสตับอักเสบซีหรือบี ในที่นี้คือไวรัสตับอักเสบชนิดบี เกิดจากเชื้อไวรัสเอชบีวี ซึ่งอยู่ในกลุ่มเฮปาดนาวิริดี (Hepadnaviridae) เชื้อนี้มีความรุนแรงและมีกลไกการติดต่อที่แตกต่างจากชนิดเออย่างสิ้นเชิง โดยติดต่อผ่าน ทางเลือดและสารคัดหลั่ง (Blood-Borne and Body Fluids) เท่านั้น ไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารร่วมกัน การใช้ช้อนส้อม หรือการกอดกันในชีวิตประจำวัน

ช่องทางการติดต่อที่สำคัญของไวรัสตับอักเสบ B ได้แก่:

  • การติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อเรื้อรังในประเทศไทย
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด
  • การใช้อุปกรณ์ที่มีคมร่วมกัน เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน หรือการสัก เจาะผิวหนัง ทำเล็บ ในสถานประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐานการฆ่าเชื้อ

อาการสำคัญและระยะของโรค สิ่งที่ร่างกายพยายามบอกเรา

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ จะมีระยะฟักตัวก่อนแสดงอาการ ซึ่งความรุนแรงจะแตกต่างกันไปตามชนิดของไวรัสและอายุของผู้ป่วย

อาการของไวรัสตับอักเสบ A

ระยะฟักตัวของไวรัสตับอักเสบเออยู่ที่ประมาณ 15 ถึง 50 วัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในวัยเด็กอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย แต่ในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ มักจะมีอาการเด่นชัดและมีความรุนแรงมากกว่า โดยแบ่งเป็นระยะดังนี้:

  • ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปวดเมื่อยตามตัว และมีอาการปวดข้อ
  • ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icterus Phase): หลังจากมีอาการอ่อนเพลียประมาณ 3 ถึง 7 วัน จะเริ่มสังเกตเห็นปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวหรือโค้ก ตามด้วยตาเหลืองและผิวหนังเหลือง (ดีซ่าน) ในช่วงนี้อาการเบื่ออาหารอาจลดลง แต่ตับจะโตและกดเจ็บ
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาและหายขาดได้เอง ไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง

อาการของไวรัสตับอักเสบ B

ระยะฟักตัวของไวรัสตับอักเสบ B ยาวนานกว่ามาก ตั้งแต่ 45 ถึง 160 วัน อาการเฉียบพลันคล้ายกับชนิดเอ คือ มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดท้อง และมีดีซ่าน แต่ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบ B อยู่ที่ การติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic Infection)

หากทารกติดเชื้อจากแม่ หรือเด็กเล็กติดเชื้อ โอกาสที่จะพัฒนาเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรังสูงถึงร้อยละ 90 ส่วนในผู้ใหญ่โอกาสเรื้อรังอยู่ที่ร้อยละ 5 ถึง 10 ผู้ป่วยที่เป็นเรื้อรังมักไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย นานหลายปี แต่เชื้อจะค่อยๆ ทำลายเซลล์ตับอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเกิดภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) หรือมะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma) ในที่สุด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ไวรัสตับอักเสบ A มักเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลันและหายขาดได้เอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เป็นโรคเรื้อรัง ในทางตรงกันข้าม ไวรัสตับอักเสบ B มีความเสี่ยงสูงในการกลายเป็นโรคเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งสร้างความเสียหายระยะยาวต่อร่างกาย

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคตับอักเสบส่วนใหญ่จะสามารถดูแลรักษาตามอาการได้ แต่มีบางภาวะที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โดยเฉพาะภาวะตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต พ่อแม่และผู้ดูแลต้องสังเกตอาการเตือนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวาอย่างต่อเนื่อง
  • อาเจียนรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย
  • มีอาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับคั่งสารพิษทางสมอง (Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการเลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือมีจุดจ้ำเลือดออกตามผิวหนัง
  • ท้องมาน มีอาการบวมโตของช่องท้องอย่างรวดเร็ว หรือขาบวมทั้งสองข้าง
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดร่วมกับอุจจาระมีสีซีดเหมือนดินน้ำมัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการที่สงสัยว่าตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด ดังนี้:

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการเดินทาง ประวัติการได้รับเลือด ประวัติทางเพศสัมพันธ์ และการตรวจคลำตับเพื่อประเมินขนาดและความเจ็บ
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Liver Function Tests - LFTs): เพื่อดูค่าเอนไซม์ตับ เช่น SGPT (ALT) และ SGOT (AST) รวมถึงระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) และการทำงานของการสร้างโปรตีนในตับ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง (Viral Serology):
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบ A จะตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM anti-HAV เพื่อยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบ B จะตรวจหลายตัว เช่น HBsAg (ตรวจหาเชื้อไวรัส), Anti-HBs (ตรวจหาภูมิคุ้มกัน), และ Anti-HBc เพื่อแยกระยะการติดเชื้อว่าเป็นเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
  • การอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เพื่อดูเนื้อตับ ท่อน้ำดี และประเมินความเสียหายของตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค

การรักษาไวรัสตับอักเสบ A

เนื่องจากเป็นโรคที่หายได้เอง การรักษาจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ตับได้ฟื้นฟูตัวเอง:

  • ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เต็มที่ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก
  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด และมีสารอาหารครบถ้วน เน้นโปรตีนคุณภาพดีและคาร์โบไฮเดรต
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน
  • ในกรณีที่มีอาการคลื่นไส้มาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้คลื่นไส้หรือสารน้ำทางหลอดเลือดดำ

การรักษาไวรัสตับอักเสบ B

สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเฉียบพลัน แพทย์จะรักษาตามอาการเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีที่เป็นชนิดเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Agents) เพื่อกดการแบ่งตัวของเชื้อ ลดการอักเสบของตับ และชะลอการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับ ซึ่งการใช้ยาต้านไวรัสนี้ผู้ป่วยจะต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับอย่างเคร่งครัด

คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ป่วยโรคตับอักเสบทุกชนิด ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์จะไปเร่งกระบวนการทำลายเซลล์ตับ และทำให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสมุนไพร อาหารเสริม หรือยาชุดที่ไม่มีการควบคุมมาตรฐาน เพราะตับที่กำลังอักเสบจะไม่สามารถเผาผลาญสารเหล่านี้ได้ และอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันตามมา

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความเข้าใจผิดในการดูแลผู้ป่วยตับอักเสบอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ ข้อควรระวังที่สำคัญมีดังนี้:

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: โรคตับอักเสบเกิดจากไวรัส การทานยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษาเชื้อไวรัส และยังเป็นการเพิ่มภาระให้ตับในการขับยาอีกด้วย
  • ระมัดระวังการใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol): ยาพาราเซตามอลถูกเผาผลาญที่ตับ ในผู้ป่วยตับอักเสบ การใช้ยาเกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ตับวายได้ ควรใช้ตามแพทย์สั่งหรือคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด (10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง)
  • ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน: ยาในกลุ่มนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกและส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไต
  • ระวังการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัว: สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ B ควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน และป้องกันขณะมีเพศสัมพันธ์ ส่วนผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ A ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวด้วยวัคซีน

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้าก่อนรับเชื้อ ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบถือเป็นความสำเร็จทางการแพทย์ที่ช่วยชีวิตคนทั่วโลกมาแล้วนับล้านคน

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A

วัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้อย่างยอดเยี่ยม แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6 ถึง 12 เดือน นอกจากนี้ยังแนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาด ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือบุคลากรทางการแพทย์

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B

ปัจจุบันวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B เป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติของประเทศไทย ที่กำหนดให้เด็กทารกทุกคนแรกเกิดจะต้องได้รับวัคซีนนี้ทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากแม่และสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต โดยปกติจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (แรกเกิด, อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6 เดือน)

สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองเคยได้รับวัคซีนหรือมีภูมิคุ้มกันหรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเลือดหาปริมาณภูมิคุ้มกัน (Anti-HBs) หากไม่มีภูมิคุ้มกันสามารถรับการฉีดวัคซีนครบชุด 3 เข็มได้เช่นกัน

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลก็เป็นสิ่งสำคัญ:

  • ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ทุกครั้งก่อนทานอาหาร
  • ดื่มน้ำสะอาดและรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ไวรัสตับอักเสบ A และ B แม้จะมีความแตกต่างกันในด้านวิธีการติดต่อและความเรื้อรัง แต่ทั้งคู่ล้วนเป็นภัยคุกคามสุขภาพตับที่สามารถป้องกันได้ด้วยความใส่ใจและการสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้อง การดูแลคนในครอบครัวให้ห่างไกลจากโรคนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก หากปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด

เช็กลิสต์ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับทุกคนในครอบครัว:
  • ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของเด็กๆ และสมาชิกทุกคนในบ้าน หากยังไม่ครบควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับวัคซีนเพิ่มเติมทันที
  • ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำเสมอ
  • ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน เลือกทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด และดื่มน้ำที่ได้มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน หรือพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้องชายโครงขวา ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down