ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจภัยเงียบใกล้ตัว ไวรัสตับอักเสบ A และ B ต่างกันอย่างไร

ตับถือเป็นอวัยวะโรงงานขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในร่างกาย ทั้งการเผาผลาญสารอาหาร การขับสารพิษ และการสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด เมื่อตับเกิดการอักเสบจากเชื้อไวรัส หน้าที่เหล่านี้ย่อมรวนและส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างรุนแรง โรคไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) เป็นกลุ่มโรคติดเชื้อที่สร้างความกังวลใจให้กับวงการแพทย์และครอบครัวมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A) และชนิดบี (Hepatitis B) แม้ว่าชื่อจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่ในทางการแพทย์ เชื้อทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของสาเหตุ วิธีการติดต่อ ความรุนแรงของโรค และแนวทางการรักษา

ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมมักพบคำถามจากคุณพ่อคุณแม่และผู้ป่วยเสมอว่า โรคทั้งสองชนิดนี้ต่างกันอย่างไร และเหตุใดวัคซีนจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว บทความฉบับนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างละเอียด ตั้งแต่กลไกการเกิดโรค อาการเตือนที่ต้องระวัง ไปจนถึงแนวทางการป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อปกป้องคนที่คุณรักจากโรคตับอักเสบอย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ความแตกต่างที่ต้องรู้ระหว่างไวรัสตับอักเสบ A และ B

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดตับอักเสบมีหลายชนิด แต่สำหรับชนิดเอและบี มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในด้านโครงสร้างของไวรัสและเส้นทางการแพร่ระบาด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนป้องกันและการรักษาของแพทย์

ไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A Virus - HAV)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Picornaviridae เชื้อนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมพอสมควร การติดต่อหลักเกิดขึ้นผ่านทางการรับประทานอาหาร หรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่ (Fecal-Oral Route) เช่น การรับประทานอาหารที่ไม่สุก อาหารที่มีแมลงวันตอม หรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อผ่านทางการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยในครัวเรือน หรือการมีเพศสัมพันธ์บางรูปแบบได้เช่นกัน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไป,ยังตับและเริ่มกระบวนการทำลายเซลล์ตับ ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน

ไวรัสตับอักเสบ B (Hepatitis B Virus - HBV)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ DNA ในกลุ่ม Hepadnaviridae เชื้อนี้มีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าชนิดเอ เนื่องจากสามารถติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และจากแม่สู่ลูกในขณะคลอด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก เจาะผิวหนัง หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน หรือมีดโกนที่มีคราบเลือดปนเปื้อน เมื่อเชื้อไวรัสบีเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าสู่กระแสเลือดและจับกับเซลล์ตับ ผู้ป่วยบางรายอาจหายขาดและมีภูมิคุ้มกัน แต่บางรายอาจกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ในระยะยาว

คำแนะนำจากคุณหมอ: ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าโรคตับอักเสบติดต่อผ่านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น การกอด การหอม หรือการใช้ช้อนกลางร่วมกัน ซึ่งความจริงแล้วไวรัสตับอักเสบ B ไม่ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารร่วมกันเหมือนชนิด A แต่ต้องระวังเรื่องสารคัดหลั่งและเลือดเป็นหลัก

อาการสำคัญและระยะของโรค สัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งเสียงร้อง

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ A และ B มีความคล้ายคลึงกันในระยะเฉียบพลัน เนื่องจากตับถูกทำลายในลักษณะเดียวกัน แต่ระยะเวลาและการดำเนินโรคมีความแตกต่างกันอย่างมาก

อาการในระยะแรก (Prodromal Phase)

ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อทั่วไป ซึ่งมักทำให้หลายคนละเลย ได้แก่

  • มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง and ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกพะอืดพะอมเมื่อได้กลิ่นอาหาร โดยเฉพาะอาหารมันๆ
  • ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีชาเข้มหรือน้ำโค้ก

อาการในระยะเด่นชัด (Icteric Phase)

หลังจากอาการเบื้องต้นผ่านไปประมาณ 3 ถึง 10 วัน จะเข้าสู่ระยะที่มีอาการแสดงทางตับอย่างชัดเจน

  • มีอาการดีซ่าน (Jaundice) คือผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างเห็นได้ชัด
  • อุจจาระมีสีซีดลง เนื่องจากทางเดินน้ำดีอุดตันหรือมีการขับน้ำดีผิดปกติ
  • มีอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกาย

ความแตกต่างที่สำคัญ: ไวรัสตับอักเสบ A มักจะแสดงอาการเฉียบพลันรุนแรงในช่วงแรก แต่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึง เดือน และไม่100% ที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ในขณะที่ไวรัสตับอักเสบ B ในเด็กโตและผู้ใหญ่อาจมีอาการน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย แต่มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาไปเป็นตับอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะเด็กทารกที่ติดเชื้อจากแม่จะมีโอกาสเป็นเรื้อรังสูงถึงร้อยละ 90 หากไม่ได้รับภูมิคุ้มกันตั้งแต่แรกคลอด

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบหลายรายจะสามารถพัก 100% รักษาตัวที่บ้านได้ แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าตับกำลังวายหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

  • ซึมลง สับสน พูดจาสับสน หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคสมองจากตับเสื่อม (Hepatic Encephalopathy)
  • มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
  • มีเลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟัน หรือมีรอยจ้ำเลือดตามผิวหนัง
  • ท้องมาน มีอาการท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีน้ำสะสมในช่องท้อง
  • ปวดท้องรุนแรงและอาเจียนไม่หยุด
  • ปัสสาวะไม่ออก หรือปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างมาก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการประเมินอาการ

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการเดินทาง ประวัติการได้รับเลือด การผ่าตัด การสัก หรือประวัติทางเพศสัมพันธ์ พร้อมทั้งตรวจร่างกายเพื่อคลำหาขนาดของตับและดูอาการดีซ่าน
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Liver Function Test - LFT): เพื่อวัดระดับเอนไซม์ในตับ เช่น AST, ALT, ALP และระดับบิลิรูบิน (Bilirubin) เพื่อประเมินความเสียหายของเซลล์ตับ
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง (Viral Hepatitis Serology):
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบ A: ตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด Anti-HAV IgM เพื่อดูว่าเป็นการติดเชื้อเฉียบพลัน
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบ B: ตรวจหา HBsAg เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่, Anti-HBs เพื่อดูภูมิคุ้มกัน และตรวจส่วนประกอบอื่นๆ ของไวรัสเพื่อประเมินระยะโรค
  • การตรวจอื่นๆ: เช่น การอัลตร้าซาวด์ช่องท้องเพื่อดูเนื้อเยื่อตับ หรือการเจาะชิ้นเนื้อตับในกรณีที่จำเป็นต้องประเมินความรุนแรงของพังผืดในตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการดูแลตนเองที่บ้าน

การรักษาไวรัสตับอักเสบในระยะเฉียบพลันส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากยังไม่มียารักษาจำเพาะที่กำจัดไวรัส A ได้อย่างเด็ดขาด ส่วนไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรังอาจต้องใช้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางด้านโรคตับ

  • การพักผ่อนอย่างเต็มที่: ให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดการออกกำลังกายหนักหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เพื่อลดภาระการทำงานของตับ
  • โภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด และมีสารอาหารครบถ้วน เน้นโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารทอด และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
  • การดื่มน้ำสะอาด: ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อช่วยกระบวนการขับของเสียในร่างกาย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อวิตามิน อาหารเสริม สมุนไพร หรือยาชุดมารับประทานเองเด็ดขาดในขณะที่ตับกำลังอักเสบ เนื่องจากสารเหล่านี้อาจต้องถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสียหายและทำให้ตับวายได้ และต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาใดๆ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการใช้ยา

ในผู้ป่วยโรคตับอักเสบ การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด เนื่องจากตับทำหน้าที่เสมือนตัวกรองยา

  • ระวังการใช้ยาพาราเซตามอล: ยาพาราเซตามอลถูกเผาผลาญที่ตับ หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานในขณะที่ตับอักเสบ จะก่อให้เกิดพิษต่อตับและทำให้ตับวายเฉียบพลันได้ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องขนาดยาที่เหมาะสม
  • ห้ามใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs: เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออก
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: โรคไวรัสตับอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาแต่อย่างใด และยังเป็นการเพิ่มภาระให้ตับอีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวด้วยวัคซีน

วัคซีนคือเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ทั้งชนิด A และ B ซึ่งช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้อย่างมหาศาล

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A: แนะนำให้ฉีดในเด็กตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป โดยฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6 ถึง 12 เดือน และยังแนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไป 100% ในพื้นที่เสี่ยงเข้ารับการฉีดด้วยเช่นกัน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B: ปัจจุบันเป็นวัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เด็กทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับ โดยเข็มแรกจะฉีดตั้งแต่แรกคลอด เข็มที่สองตอนอายุ 1 ถึง 2 เดือน และเข็มที่สามตอนอายุ 6 เดือน สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน สามารถตรวจเลือดเพื่อดูภูมิคุ้มกันก่อน หากไม่มีสามารถรับการฉีดวัคซีนจำนวน 3 เข็มตามกำหนดของแพทย์
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำต้มสุก รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และใช้ช้อนกลางส่วนตัวเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • การป้องกันการติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์: ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวที่มีโอกาสปนเปื้อนเลือดร่วมกับผู้อื่น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนในครอบครัว นี่คือขั้นตอนปฏิบัติที่ท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

  • ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพและประวัติการรับวัคซีนของลูกน้อยและสมาชิกในครอบครัวว่าได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A และ B ครบถ้วนตามกำหนดหรือไม่
  • ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กๆ เช่น การล้างมือก่อนทานอาหารและการเลือกทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่
  • หากมีสมาชิกในบ้านป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบ A ควรแยกภาชนะและเครื่องใช้ส่วนตัว และดูแลความสะอาดภายในบ้านอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
  • หากสมาชิกในครอบครัวยังไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ B ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและรับการฉีดวัคซีนป้องกันโดยเร็ว
  • เมื่อพบอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง อ่อนเพลียรุนแรง หรือปัสสาวะสีเข้มจัด ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down