ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องโรคไวรัสตับอักเสบและภาพรวมที่ทุกคนต้องรู้

โรคไวรัสตับอักเสบถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญทำหน้าที่ขับสารพิษ สร้างโปรตีน และควบคุมระบบเผาผลาญในร่างกาย เมื่อตับเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส อาจนำไปสู่ภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาว กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้มีตั้งแต่เด็กเล็ก ทารก ไปจนถึงผู้สูงวัยที่ภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมถอย การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดจึงเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องคนที่คุณรัก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของไวรัสตับอักเสบ A และ B

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis Viruses) มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์สูง ได้แก่ สายพันธุ์ A และ B ซึ่งมีลักษณะการติดต่อและกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไวรัสตับอักเสบเอ

เกิดจากเชื้อไวรัสเฮปาติทิสเอ (Hepatitis A Virus - HAV) ซึ่งติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก โดยรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคของผู้ป่วย เช่น อาหารที่ไม่สะอาด อาหารสุกๆ ดิบๆ หรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกาย เดินทางไป2ยังตับ และทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบ โรคนี้มักเป็นแบบเฉียบพลันและไม่มีการติดเชื้อเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายขาดได้และมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต

ไวรัสตับอักเสบี

เกิดจากเชื้อไวรัสเฮปาติทิสบี (Hepatitis B Virus - HBV) ซึ่งมีความรุนแรงและซับซ้อนกว่า ติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายและทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมดภายในหกเดือน ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่โรคตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต

อาการสำคัญและระยะของโรคที่คุณสังเกตได้

อาการแสดงของไวรัสตับอักเสบทั้งสองชนิดมีความคล้ายคลึงกันในระยะแรก แต่อาจมีความแตกต่างกันในด้านความรุนแรงและระยะเวลาของอาการ

ระยะเริ่มแรก (Prodromal Phase): ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว และปวดบริเวณชายโครงขวา

ระยะตัวเหลืองตาเหลือง (Icterus Phase): หลังจากมีอาการเริ่มต้นประมาณไม่กี่วัน จะเริ่มสังเกตเห็นปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวหรือโค้ก ตามด้วยอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) อุจจาระมีสีซีดลง และมีอาการคันตามผิวหนังเนื่องจากเกลือของน้ำดีคั่งในร่างกาย

ระยะฟื้นตัว (Convalescent Phase): อาการตัวเหลืองจะค่อยๆ ลดลง ความอยากอาหารกลับมาเป็นปกติ แต่อาการอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหลายราย โดยเฉพาะเด็กเล็กในโรคไวรัสตับอักเสบเอ หรือผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบชีเรื้อรัง อาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่ยังคงสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ การตรวจสุขภาพประจำปีและการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนของภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายถึงชีวิต ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • ซึมลง สับสน พูดจาสับสน หรือหมดสติ
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกตามไรฟัน จ้ำเลือดตามตัว
  • ท้องมาน มีอาการบวมที่ขาและท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ปวดท้องรุนแรงบริเวณตับ
  • ปัสสาวะไม่ออกหรือมีปริมาณน้อยมาก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติการรับประทานอาหาร การรับเลือด หรือพฤติกรรมเสี่ยง และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเจาะจง ได้แก่

  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFT) เพื่อวัดระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST, ALT และระดับบิลิรูบิน
  • การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานและแอนติเจนของไวรัส (Hepatitis Serology) เช่น การตรวจหา Anti-HAV เพื่อดูภูมิคุ้มกันหรือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ และการตรวจ HBsAg เพื่อดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อประเมินขนาดและลักษณะเนื้อเยื่อของตับ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ปัจจุบันยังไม่มีon ยาจำเพาะในการฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน แนว 1ทางการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เอง

  • การพักผ่อน: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ใช้แรงมาก
  • โภชนาการ: รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสชาติไม่จัด เน้นโปรตีนคุณภาพดีและคาร์โบไฮเดรต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
  • การให้สารน้ำ: ในกรณีที่มีอาการอาเจียนมากจนรับประทานไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ
คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วยโรคตับอักเสบคือ การงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากตับอยู่ในภาวะที่อ่อนแอและไม่สามารถเผาผลาญสารเหล่านี้ได้ตามปกติ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์เป็นอันตรายอย่างยิ่งในผู้ป่วยโรคตับอักเสบ ยาหลายชนิดถูกขับออกทางตับและอาจทำให้ตับได้รับความเสียหายรุนแรงขึ้น

  • ห้ามซื้อยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ทานเองเกินขนาด: โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลจะต้องใช้อย่างระมัดระวังภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น
  • ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทานเอง: เนื่องจากการอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย การทานยาปฏิชีวนะจึงไม่ช่วยรักษาและยังส่งผลเสียต่อตับ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน: เช่น แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด หรือกรรไกรตัดเล็บ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและบี

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่ดีที่สุดคือการสร้างสุขอนามัยที่ดีและการรับวัคซีนป้องกันโรค

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ: แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน โดยฉีดสองเข็มเว้นระยะห่างกันหกเดือน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี: เป็นวัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และตรวจคัดกรองในหญิงตั้งครรภ์
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำที่สะอาด และรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของครอบครัว:
  • พาบุตรหลานและสมาชิกในครอบครัวไปรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A และ B ให้ครบถ้วนตามกำหนด
  • สนับสนุนให้ทุกคนในบ้านล้างมือก่อนทานอาหารและใช้ช้อนกลางทุกครั้ง
  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อเช็คภูมิคุ้มกันและการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอ
  • หากพบอาการผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง หรืออ่อนเพลียรุนแรง ควรรีบพาไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคตับทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down