ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

รู้จักกับภัยเงียบ ไวรัสตับอักเสบ A และ B โรคร้ายใกล้ตัวที่ป้องกันได้

ตับถือเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญสูงสุดแห่งหนึ่งในร่างกาย ทำหน้าที่เปรียบเสมือนโรงงานเคมีขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่เผาผลาญสารอาหาร กรองของเสีย และสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นที่ตับจากเชื้อไวรัส จึงส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายในวงกว้าง โรคไวรัสตับอักเสบ (Viral Hepatitis) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก โดยเฉพาะชนิด A และ ชนิด B ซึ่งแม้จะชื่อคล้ายกันและส่งผลให้ตับอักเสบเหมือนกัน แต่กลับมีกลไกการเกิดโรค ความรุนแรง วิธีการติดต่อ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการปกป้องสุขภาพของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงวัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค ไวรัสตับอักเสบ A และ B ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างประการแรกที่สำคัญมากคือชนิดของเชื้อไวรัสและเส้นทางการติดต่อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการแพร่กระจายของโรคในชุมชนและครอบครัว

ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A Virus - HAV)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Picornaviridae เชื้อนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างสูง สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวหรือในน้ำได้นานหลายสัปดาห์

  • เส้นทางการติดต่อ: ติดต่อผ่านระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก (Fecal-Oral Route) เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารดิบ หรืออาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น หอยนางรมจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน
  • ลักษณะการติดเชื้อ: มักเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน (Acute Infection) ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเชื้อจนหายขาดได้เอง และเมื่อหายแล้วจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ไม่พัฒนาไปเป็นโรคเรื้อรัง

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B Virus - HBV)

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Hepadnaviridae เชื้อนี้มีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าเนื่องจากสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายและทำลายตับในระยะยาว

  • เส้นทางการติดต่อ: ติดต่อผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง และการมีเพศสัมพันธ์ โดยช่องทางที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทยคือ การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในขณะคลอด นอกจากนี้ยังติดต่อได้จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก เจาะร่างกาย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน หรือมีดโกนหนวด ที่อาจมีเลือดปนเปื้อน
  • ลักษณะการติดเชื้อ: มีทั้งรูปแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง หากติดเชื้อในวัยเด็กทารกหรือเด็กเล็ก มีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาไปเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต

อาการและระยะของโรค สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต

อาการของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ A และ B ในระยะเริ่มต้นมีความคล้ายคลึงกันมาก จนหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่หรืออาการอาหารเป็นพิษทั่วไป

อาการในระยะแรกและอาการเด่นชัด

  • อ่อนเพลียอย่างรุนแรง เหนื่อยง่ายอย่างไรสาเหตุ
  • มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร รู้สึกพะออมพะอมเมื่อได้กลิ่นอาหารมันๆ
  • ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีชาเข้มหรือน้ำโคคาโคล่า
  • อุจจาระมีสีซีดลง
  • มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง (Jaundice) ซึ่งเกิดจากสารบิลิรูบินในเลือดสูงขึ้นเนื่องจากตับไม่สามารถขับออกได้ตามปกติ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหลายราย โดยเฉพาะเด็กเล็กหรือผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรังระยะแรก อาจไม่แสดงอาการใดๆ เลย ทำให้เชื้อแพร่กระจายโดยไม่รู้ตัว การตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจเลือดคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สัญญาณอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้โรคตับอักเสบส่วนใหญ่จะสามารถรักษาตามอาการได้ที่บ้าน แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องเข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาลทันที เนื่องจากตับอาจกำลังเข้าสู่ภาวะวายเฉียบพลัน

  • ซึมลง สับสน พูดจาสับสนเพ้อเจ้อ หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับวายเฉียบพลัน (Fulminant Hepatic Failure)
  • อาเจียนเป็นเลือดสด หรือถ่ายอุจจาระดำสนิทคล้ายยางมะตอย แสดงว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหารจากภาวะความดันหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมน้ำที่ขาและข้อเท้า
  • ตัวเหลืองและตาเหลืองเข้มขึ้นอย่างรวดเร็วร่วมกับมีอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกาย
  • มีไข้สูงร่วมกับปวดท้องรุนแรง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ทราบชนิดและความรุนแรงของโรค

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: สอบถามประวัติการรับประทานอาหาร ประวัติการเดินทาง ประวัติการรับวัคซีน พฤติกรรมเสี่ยง และตรวจหารอยโรค เช่น ภาวะตับโตหรืออาการตัวเหลืองตาเหลือง
  • การเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFTs): เพื่อดูระดับเอนไซม์ตับ เช่น AST, ALT, ALP และระดับบิลิรูบิน รวมถึงโปรตีนในเลือด
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสเฉพาะเจาะจง (Serology Tests):
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบ A: ตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด Anti-HAV IgM (บ่งบอกการติดเชื้อเฉียบพลัน) และ IgG (บ่งบอกว่าเคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนแล้ว)
    • สำหรับไวรัสตับอักเสบ B: ตรวจหา HBsAg (เชื้อไวรัส), Anti-HBs (ภูมิคุ้มกัน) และ HBcAb (ประวัติการติดเชื้อ)
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound): เพื่อประเมินขนาดและลักษณะเนื้อเยื่อของตับ ท่อน้ำดี และม้าม

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบ A และ B มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติของโรค

การรักษาไวรัสตับอักเสบชนิด A

เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อเฉียบพลันที่หายได้เอง จึงเป็นการ รักษาตามอาการ เป็นหลัก

  • พักผ่อนให้เพียงพอ งดการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก
  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสจืด เน้นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนคุณภาพดี หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด เนื่องจากแอลกอฮอล์ต้องถูกเผาผลาญที่ตับ ซึ่งจะซ้ำเติมให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่มีใบสั่งแพทย์ เพราะอาจมีพิษต่อตับ (Hepatotoxic drugs)

การรักษาไวรัสตับอักเสบชนิด B

  • ชนิดเฉียบพลัน: รักษาตามอาการเช่นเดียวกับชนิด A พักผ่อนและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • ชนิดเรื้อรัง: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส (Antiviral Agents) เพื่อกดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส ลดการอักเสบ และป้องกันการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับ ซึ่งผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินอาหารและตับอย่างเคร่งครัด
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาพาราเซตามอลในผู้ป่วยโรคตับอักเสบต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ขนาดยาต้องเหมาะสมและไม่ควรทานติดต่อกันเกินขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนด เนื่องจากยาพาราเซตามอลถูกขับออกทางตับและอาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้นได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเอาชนะไวรัสตับอักเสบทั้งสองชนิด เนื่องจากการรักษาโรคเรื้อรังมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง

การฉีดวัคซีนป้องกันโรค (Vaccination)

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A: แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6 ถึง 12 เดือน และแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่จะเดินทางไป in พื้นที่ที่มีการระบาด หรือผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B: เป็นวัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (แรกเกิด, 2 เดือน และ 6 เดือน) สำหรับผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถเข้ารับการตรวจเลือดและฉีดวัคซีน 3 เข็มเช่นเดียวกัน

สุขอนามัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม

  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนสะอาด ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำที่ต้มสุก
  • ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน มีดโกนหนวด หรืออุปกรณ์ตัดเล็บ
  • ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย
  • หลีกเลี่ยงการสัก เจาะผิวหนัง หรือฝังเข็มในสถานบริการที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีระบบฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติที่ครอบคลุมเพื่อปกป้องทุกคนในครอบครัว:
  • ตรวจสอบสถานะภูมิคุ้มกัน: พาบุตรหลานและตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของตนเองและคนในครอบครัวให้ครบถ้วน โดยเฉพาะวัคซีนตับอักเสบ A และ B
  • ปลูกฝังสุขอนามัย: สอนให้เด็กๆ ล้างมือให้สะอาดถูกวิธีด้วยสบู่และน้ำสะอาดก่อนทานอาหารทุกมื้อ
  • จัดการอาหารอย่างปลอดภัย: เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และหลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ
  • สังเกตอาการผิดปกติ: หากพบอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดทันที
  • ตรวจสุขภาพประจำปี: สำหรับผู้ใหญ่ควรมีการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ B อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อการวินิจฉัยและดูแลรักษาได้ทันท่วงที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down