ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องโรคไวรัสตับอักเสบที่ทุกคนต้องรู้

โรคไวรัสตับอักเสบถือเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกและในประเทศไทย เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีความสามารถพิเศษในการเข้าทำลายเซลล์ตับโดยตรง ส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง มะเร็งตับ และตับวายที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของไวรัส การติดต่อ และการป้องกัน จึงเป็นเกราะคุ้ม ไวรัสตับอักเสบ A vs B ต่างกันอย่างไร และทำไมวัคซีนจึงเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

ไวรัสตับอักเสบ A กับ B แตกต่างกันอย่างไรในเชิงการแพทย์

แม้วิทยาการทางการแพทย์จะจัดให้ไวรัสทั้งสองชนิดนี้อยู่ในกลุ่มที่ก่อโรคตับอักเสบเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A Virus - HAV) และไวรัสตับอักเสบ B (Hepatitis B Virus - HBV) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของโครงสร้างเชื้อ วิธีการติดต่อ ความรุนแรงของโรค และแนวทางการรักษา

ไวรัสตับอักเสบ A โรคติดต่อจากอาหารและน้ำที่มักหายขาด

ไวรัสตับอักเสบ A เป็นเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ (RNA) การติดต่อเกิดขึ้นผ่านทางการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ โดยเชื้อไวรัสสามารถปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ไม่สุก อาหารทะเล หรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเดินทางไปที่ตับและทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน

ข่าวดีคือ โรคไวรัสตับอักเสบ A มักไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กเล็กมักหายจากโรคได้เองเมื่อระบบภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อหมดไป และจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ อาการอาจมีความรุนแรงมากกว่าและใช้เวลาฟื้นตัวนานหลายสัปดาห์

ไวรัสตับอักเสบ B ภัยเงียบจากเลือดและสารคัดหลั่งที่มีโอกาสเป็นเรื้อรัง

ไวรัสตับอักเสบ B เป็นเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นดีเอ็นเอ (DNA) มีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าชนิด A มาก การติดต่อเกิดขึ้นผ่านทางเลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่ง การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการติดต่อจากแม่สู่ลูกในขณะตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร

ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบ B คือผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้เชื้ออยู่ในร่างกายและพัฒนาไปเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ในระยะยาว โดยเฉพาะทารกที่ได้รับเชื้อจากแม่มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง

อาการและสัญญาณเตือนของโรคไวรัสตับอักเสบ

อาการแสดงของโรคไวรัสตับอักเสบอาจมีความคล้ายคลึงกันในระยะแรก แต่ความรุนแรงจะแตกต่างกันตามชนิดของไวรัสและสภาพร่างกายของผู้ป่วย

อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่ายอย่างไรสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และรู้สึกพะออมพะอมเมื่อได้กลิ่นอาหาร
  • มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัวและข้อต่อ
  • ปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ

อาการเด่นชัดในระยะตับอักเสบ

  • ดีซ่าน (Jaundice): ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ผิวหนังเหลืองอย่างเห็นได้ชัด
  • ปัสสาวะมีสีเข้มจัดคล้ายสีชาแก่หรือโคคาโคล่า
  • อุจจาระมีสีซีดลงกว่าปกติ
  • มีอาการคันตามผิวหนังทั่วร่างกายเนื่องจากเกลือ น้ำดีคั่งในกระแสเลือด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากสังเกตพบอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ร่วมกับปัสสาวะสีเข้มและอ่อนเพลียรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดวินิจฉัยการทำงานของตับทันที ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

สัญญาณอันตราย Red Flag Symptoms ที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน

ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ A แบบรุนแรง (Fulminant Hepatitis) หรือผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ B ที่มีตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน อาจเกิดภาวะตับวายที่เป็นอันตรายถึงชีวิต สัญญาณอันตรายที่ต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วนประกอบด้วย

  • ซึมลง สับสน พูดจาสับสน หรือหมดสติ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคตับคั่งสมอง (Hepatic Encephalopathy)
  • ตัวเหลืองและตาเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น
  • ท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง
  • อาเจียนเป็นเลือดสดหรือถ่ายอุจจาระสีดำสนิท ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะเลือดออกทางเดินอาหารจากหลอดเลือดขอดในทางเดินอาหาร
  • มีเลือดออกง่ายตามผิวหนัง เช่น เลือดกำเดาไหล หรือมีจุดจ้ำเลือดสีม่วงตามตัว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบผ่านขั้นตอนทางการแพทย์ที่แม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ประเมินประวัติการรับประทานอาหาร การเดินทาง ประวัติการรับวัคซีน การรับเลือด หรือพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมทั้งตรวจคลำหาภาวะตับโต
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) เช่น ค่า AST, ALT, Bilirubin และ Albumin
  • การตรวจหาแอนติบอดีและแอนติเจนเฉพาะเจาะจง (Serology):
    • สำหรับการวินิจฉัยไวรัส A จะตรวจหา Anti-HAV IgM
    • สำหรับการวินิจฉัยไวรัส B จะตรวจหา HBsAg, Anti-HBs และ Anti-HBc เพื่อจำแนกสถานะการติดเชื้อและการมีภูมิคุ้มกัน
  • การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง: เพื่อประเมินขนาดและเนื้อเยื่อของตับ รวมถึงตรวจหาภาวะตับแข็งหรือก้อนเนื้อผิดปกติ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งเป็นแนวทางหลักดังนี้

การรักษาไวรัสตับอักเสบ A

เน้นการรักษาตามอาการและการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เนื่องจากส่วนใหญ่โรคจะหายได้เอง แพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารมันและอาหารรสจัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดเพื่อให้ตับได้ฟื้นฟูตัวเอง และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในรายที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากจนขาดน้ำ

การรักษาไวรัสตับอักเสบ B

ในผู้ป่วยระยะเฉียบพลันจะเน้นการรักษาตามอาการเช่นเดียวกัน แต่ในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เพื่อกดปริมาณไวรัส ลดการอักเสบ และชะลอการเกิดภาวะตับแข็ง ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อติดตามอาการและตรวจเลือดเป็นระยะ

คำแนะนำจากคุณหมอ: ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบไม่ควรซื้อยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากสารบางชนิดอาจต้องถูกเผาผลาญผ่านตับ ซึ่งจะเพิ่มภาระและทำให้ตับเสียหายหนักขึ้นกว่าเดิม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลผู้ป่วยโรคตับอักเสบต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ข้อปฏิบัติที่สำคัญมีดังนี้

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่: แอลกอฮอล์เป็นตัวเร่งให้เซลล์ตับถูกทำลายเร็วขึ้นหลายเท่า
  • ระมัดระวังการใช้ยา: หลีกเลี่ยงการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดที่แพทย์กำหนด และหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อตับ
  • ป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนในครอบครัว: สำหรับไวรัส A ควรแยกภาชนะในการรับประทานอาหารและล้างมือให้สะอาด ส่วนไวรัส B ควรระวังการใช้ของใช้ส่วนตัวที่มีโอกาสสัมผัสเลือด เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน และควรให้สมาชิกในครอบครัวรับการตรวจเลือดและรับวัคซีนป้องกัน

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวด้วยวัคซีน

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดคือการได้รับวัคซีนป้องกันโรค

  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A: แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป โดยฉีดจำนวนสองเข็ม ห่างกันประมาณหกถึงสิบสองเดือน และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด
  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบ B: เป็นวัคซีนพื้นฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ทารกแรกเกิดทุกคนต้องได้รับตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยฉีดทั้งหมดสามเข็ม นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ที่ตรวจไม่พบภูมิคุ้มกันควรเข้ารับการฉีดวัคซีนนี้เช่นกัน

นอกจากวัคซีนแล้ว การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยโดยการใช้ถุงยางอนามัย

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ก่อนเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ B ในผู้ใหญ่ แพทย์มักแนะนำให้เจาะเลือดตรวจหาภูมิคุ้มกันก่อน หากเคยติดเชื้อและมีภูมิคุ้มกันแล้ว การฉีดวัคซีนอาจไม่มีความจำเป็น แต่หากพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันควรรับการฉีดวัคซีนให้ครบโดสเพื่อป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวปลอดภัยจากโรคไวรัสตับอักเสบ พ่อแม่และผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่สรุปไว้ดังนี้

  • ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนของเด็กๆ และสมาชิกทุกคนในครอบครัวว่าได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A และ B ครบถ้วนหรือไม่
  • ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดีให้เด็กๆ ล้างมือก่อนทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ฝึกนิสัยใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และเลือกดื่มน้ำที่สะอาดได้มาตรฐาน
  • หากมีสมาชิกในบ้านตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ควรพาคนในครอบครัวไปตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันและรับวัคซีนป้องกันทันที
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง และรีบนำผู้ป่วยมาพบแพทย์โดยเร็วเมื่อพบอาการเตือน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down