สถานการณ์และภาพรวมของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอในเด็ก
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (Influenza A) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่พบได้บ่อยในเด็กทุกวัย เชื้อไวรัสชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ในเด็กเล็กและทารก ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะอาการทางระบบทางเดินหายใจที่พ่อแม่ผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ความเชื่อผิดๆ ที่อาจเป็นอันตรายเมื่อลูกป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอและมีอาการหายใจลำบาก
ในสังคมปัจจุบันมีความเชื่อและการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนหลายประการในการดูแลเด็กป่วย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและทำให้อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว
- ความเชื่อที่ว่าอาการหายใจเร็วและซี่โครงบุ๋มเป็นเรื่องปกติของเด็กตัวร้อน
- ความเชื่อที่ว่าการให้เด็กนอนพักผ่อนเฉยๆ โดยไม่ต้องไปพบแพทย์สามารถรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอให้หายเองได้ในเด็กเล็ก
- ความเชื่อที่ว่าการใช้ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้ไอแรงๆ หาซื้อได้เองตามร้านขายยาจะช่วยแก้ปัญหาการหายใจลำบากได้
- ความเชื่อที่ว่าการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็นจัดจะช่วยลดไข้ได้ดีที่สุด
ข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์
ในทางการแพทย์ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอไม่ได้เป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นไวรัสที่มีฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อบุผิวทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และมีเสมหะปริมาณมาก เมื่อเด็กมีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงครืด หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน หรือมีลักษณะอกบุ๋ม ท้องบุ๋มร่วมด้วย นั่นคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังขาดออกซิเจนและกล้ามเนื้อช่วยหายใจเริ่มทำงานหนักเกินไป ซึ่งต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากกุมารแพทย์ทันที
อาการสำคัญและระยะการดำเนินของโรค
การสังเกตอาการในแต่ละระยะช่วยให้ผู้ปกครองประเมินความรุนแรงของโรคได้ดียิ่งขึ้น
- ระยะเริ่มต้น: มีไข้สูงฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร และอาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลร่วมด้วย
- ระยะแสดงอาการเด่นชัด: ไข้สูงต่อเนื่องเกินสามวัน อาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะรุนแรง เจ็บคอ และเริ่มมีอาการหายใจเร็ว หายใจเหนื่อย
- ระยะวิกฤตหรือภาวะแทรกซ้อน: เด็กหายใจลำบากอย่างเห็นได้ชัด ซึมลง ตัวลาย ปลายมือปลายเท้าเขียว หรือมีอาการชักจากไข้สูง
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หน้าอกบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- ริมฝีปาก เล็บมือ เล็บเท้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (ภาวะตัวเขียว Cyanosis)
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา หรือมีอาการชัก
- อาเจียนตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำนมอ่อนๆ ได้เลย
- ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกินหชม. ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาที่มีไข้และลักษณะการหายใจ
- การตรวจร่างกาย ฟังเสียงปอดและหัวใจเพื่อประเมินความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ
- การตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยชุดตรวจคัดกรองโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Rapid Antigen Test) จากโพรงจมูก
- การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray) เพื่อประเมินภาวะปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
- การตรวจเลือดเพื่อดูระดับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการติดเชื้อร่วม
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอแบ่งออกเป็นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค
- การใช้ยาต้านไวรัสจำเพาะ เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากเริ่มให้ยาภายในสี่สิบแปดชั่วโมงแรกที่มีอาการ เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาการเจ็บป่วย
- การให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง (สิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง) ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กเด็ดขาดเพราะเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
- การเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องอย่างถูกวิธี ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัว
- การพ่นยาขยายหลอดลมหรือการให้ออกซิเจนเสริมในรายที่มีอาการหายใจลำบากเหนื่อยหอบภายใต้การดูแลของแพทย์
- การดื่มน้ำเกลือแร่หรือนมในปริมาณที่เหมาะสมทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเอง เนื่องจากไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลรักษาและอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
- ห้ามปล่อยให้เด็กมีไข้สูงลอยโดยไม่เช็ดตัวหรือให้ยาลดไข้ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure)
- ห้ามใช้ยาแก้ไอหรือยาลดน้ำมูกชนิดกดประสาทในเด็กเล็กอายุต่ำกว่าสองขวบโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปีในเด็กที่มีอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป การฝึกสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ การสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน และการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในพื้นที่แออัดช่วงที่มีการระบาด
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล
- สังเกตอาการไข้และลักษณะการหายใจของลูกอย่างใกล้ชิดทุกระยะ
- หากพบอาการหายใจลำบาก ซี่โครงบุ๋ม หรือซึมลง ต้องรีบพบแพทย์ทันที
- ให้รับประทานยาตามขนาดและเวลาที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดอย่างเคร่งครัด
- จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเทสะดวก และดูแลให้เด็กพักผ่อนอย่างเต็มที่