ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไข้สูงเฉียบพลัน: เมื่อความรักความหวังดีอาจกลายเป็นภัยเงียบ

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก สิ่งที่ผมมักจะพบเจออยู่บ่อยครั้งในช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด คือความตื่นตระหนกของคุณพ่อคุณแม่เมื่อลูกน้อยมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (Influenza A) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่สร้างความกังวลใจให้กับครอบครัวอย่างมาก เนื่องจากมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา ทั้งไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดูแลเด็กป่วย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องการใช้ยาสมุนไพร การอดอาหาร หรือการใช้ยาชุดลดไข้ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้จึงรวบรวมองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยที่สุด

ความเชื่อผิดๆ ที่พบบ่อยและอาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อย

ความเชื่อโบราณหรือคำบอกเล่าปากต่อปากในสังคม บางครั้งอาจตรงกันข้ามกับหลักการแพทย์สมัยใหม่โดยสิ้นเชิง การปฏิบัติตามความเชื่อเหล่านี้โดยไม่รู้เท่าทัน อาจทำให้เด็กมีอาการทรุดหนักลงได้อย่างรวดเร็ว

ความเชื่อที่หนึ่ง: เป็นไข้ห้ามอาบน้ำเด็ดขาดเพราะจะทำให้ไข้สูงขึ้น

คุณพ่อคุณหลายท่านยังคงมีความเชื่อว่า เมื่อลูกเป็นไข้ห้ามโดนน้ำเด็ดขาดเพราะจะทำให้ไข้กำเริบ ความจริงทางการแพทย์คือ การอาบน้ำอุณหภูมิปกติหรือการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น (Tepid Sponge) เป็นวิธีระบายความร้อนออกจากร่างกายที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด การปล่อยให้เด็กตัวร้อนจัดโดยไม่เช็ดตัวหรือไม่อาบน้ำ อาจกระตุ้นให้เกิดอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ได้

ความเชื่อที่สอง: ไข้สูงแค่ไหนก็ให้กินยาพาราเซตามอลถี่ๆ หรือเพิ่มโดสจะได้หายไว

ความเข้าใจผิดนี้อันตรายมาก การให้ยาพาราเซตามอลถี่เกินไป หรือให้ในปริมาณที่สูงเกินน้ำหนักตัว จะทำให้ตับของเด็กทำงานหนักและเกิดภาวะความเป็นพิษต่อตับ (Hepatotoxicity) การให้ยาต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวเด็กอย่างเคร่งครัดคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้เท่านั้น

ความเชื่อที่สาม: ซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาให้กินตั้งแต่เริ่มมีอาการไข้

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย การให้ยาปฏิชีวนะจึงไม่มีผลในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่เลยแม้แต่น้อย การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังสร้างปัญหาเชื้อดื้อยา และอาจทำให้เด็กเกิดอาการแพ้ยา ท้องเสีย หรือลำไส้อักเสบได้อีกด้วย

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่หรือสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ส์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นสมองบวมและตับวายได้

ข้อเท็จจริงและกลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นเชื้อโรคที่มีการกลายพันธุ์ได้ง่ายและแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูกหรือเยื่อบุตา จะเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กทารกและเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เด็กที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อในเด็กกลุ่มนี้มักรุนแรงและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) หูชั้นกลางอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การสังเกตอาการของลูกในแต่ละระยะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยและการรักษา

  • ระยะเริ่มแรก: ลูกจะมีไข้สูงฉับพลัน (38.5 ถึง 40 องศาเซลเซียส) ร่วมกับอาการหนสั่น หน้าแดง ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียอย่างรุนแรง
  • ระยะแสดงอาการ: จะเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจชัดเจนขึ้น เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก มีน้ำใสๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
  • ระยะฟื้นตัว: อาการไข้จะค่อยๆ ลดลงภายใน 3 ถึง 5 วัน แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้นาน 1 ถึง 2 สัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพาไปโรงพยาบาลทันที

หากคุณพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ขอให้รีบพาไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะวิกฤต:

  • ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 3 วัน หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงซ้ำอีกรอบอย่างรุนแรง
  • มีอาการชักจากไข้สูง หรือเกร็งกระตุก
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา หรือไม่ยอมเล่น
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือจมูกบาน
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจน
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือเป็นสีเข้มจัดนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • อาเจียนพุ่งตลอดเวลา ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เลย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์สมัยใหม่

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าเด็กติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะทำการตรวจยืนยันด้วยวิธีตรวจหาแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Rapid Influenza Diagnostic Test) โดยใช้ก้านสำลีป้ายบริเวณโพรงจมูก ซึ่งใช้เวลาทราบผลรวดเร็วเพียง 15 ถึง 30 นาที

ในกรณีที่เด็กมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนทางปอด แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาว หรือการเอกซเรย์ปอด เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การดูแลรักษาเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แบ่งออกเป็นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสตามดุลยพินิจของแพทย์

ยาต้านไวรัส เช่น โอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) จะมีประสิทธิภาพสูงสุดหากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่มีอาการ จะช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเจ็บป่วยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลที่บ้านเน้นการประคับประคองอาการ ให้ลูกนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นสลับกับการให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว และสิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันภาวะขาดน้ำโดยให้ลูกจิบน้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำอุ่นบ่อยๆ หากเด็กยังดื่มนมแม่ควรให้ดูดนมแม่ตามต้องการเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน

โภชนาการและการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัว

ในช่วงที่ลูกป่วย ระบบทางเดินอาหารอาจทำงานลดลง ควรเลือกอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ หรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หลีกเลี่ยงอาหารมันและอาหารรสจัด

การป้องกันการติดเชื้อในครอบครัวทำได้โดยการล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์สม่ำเสมอ สวมหน้ากากอนามัย และแยก ภาชนะเครื่องใช้ส่วนตัวของเด็กป่วย นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี (Influenza Vaccine) ถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดความรุนแรงและการนอนโรงพยาบาล แนะนำให้ฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง

บทสรุปสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แม้จะเป็นโรคที่มีไข้สูงและดูน่ากลัว แต่หากคุณพ่อคุณแม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ หลีกเลี่ยงความเชื่อที่ผิดๆ และคอยสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายอย่างใกล้ชิด ลูกน้อยก็จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้และหายจากโรคได้อย่างปลอดภัยครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down